โมเดลการรวมกลุ่ม สู่การตลาดที่ยั่งยืนวิสาหกิจชุมชนหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียงบ้านทุ่งต้อม
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง บ้านทุ่งต้อม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย กลายเป็นตัวอย่างของการยกระดับเกษตรอินทรีย์ด้วยแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” หลังสามารถต่อยอดจากการปลูกข้าวอินทรีย์สู่การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ข้าวอินทรีย์ หมูเหมยซาน ปลานิล และผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ซึ่งผลิตจากข้าวอินทรีย์ ไปจนถึงสินค้าออร์แกนิกที่เข้าสู่ตลาดพรีเมียม เช่น กูร์เมต์มาร์เก็ต เลมอนฟาร์ม และร้านอาหารออร์แกนิกทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนจำนวนมากในแต่ละปี
จากภัยแล้งและหนี้สิน สู่การรวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์
นางสาว พิชญภา ณรงค์ชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มต้องย้อนกลับไปในปี 2558 เมื่อพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ส่งผลให้เกษตรกรทำนาได้เพียงปีละครั้ง รายได้ไม่คุ้มต้นทุนและเกิดภาวะหนี้สิน ขณะเดียวกันระบบเกษตรส่วนใหญ่ยังพึ่งพาสารเคมีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
กลุ่มเกษตรกรขนาดเล็กประมาณ 6–7 คนจึงเริ่มทดลองปรับเปลี่ยนแนวทาง โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนก่อนเป็นอันดับแรก ผ่านการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับความรู้ของคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านออนไลน์และการสื่อสาร พร้อมรับคำแนะนำจากสถาบันการศึกษาให้ปรับสู่ระบบเกษตรอินทรีย์
สร้างระบบเกษตรครบวงจร ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า โดยแนวคิดสำคัญของกลุ่มคือการออกแบบระบบเกษตรแบบเกื้อกูลกันในชุมชน เริ่มต้นจากหมูเหมยซานซึ่งมีอยู่เดิมในพื้นที่ ถูกนำมาเลี้ยงในระบบอินทรีย์เพื่อนำมูลสัตว์ไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ผ่านการเลี้ยงไส้เดือน ใช้ในแปลงนาเพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี
ขณะเดียวกัน ฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวซึ่งเดิมอาจถูกเผา ได้ถูกนำมาใช้เป็นทรัพยากรในระบบการเลี้ยงปลานิลอินทรีย์ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานและต้องขุดสระน้ำใช้เอง ส่งผลให้เกิดระบบการผลิตแบบครบวงจรที่ช่วยเพิ่มรายได้หลากหลายช่องทาง
“ข้าวหอมมะลิมรกต” จุดขายสินค้าอินทรีย์พรีเมียม
นางสาว พิชญภา ยังได้กล่าวถึง หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มคือ “ข้าวหอมมะลิมรกต” ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่เก็บเกี่ยวในช่วงเขียวมรกต หลังระยะน้ำนมเพียงเล็กน้อย ทำให้ได้ข้าวที่มีน้ำตาลต่ำ แต่ยังคงความหอมและความนุ่มตามธรรมชาติ
ข้าวดังกล่าวถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าสุขภาพ มีจุดเด่นด้านไฟเบอร์สูง เมล็ดสวยเกรดพรีเมียม และผลิตในระบบอินทรีย์แท้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ
“ไม่กลัวการตลาด” กลยุทธ์คนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ คือแนวคิดการทำตลาดแบบคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์จากสายงานโรงแรมและออฟฟิศ ทำให้เข้าใจความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่อย่างชัดเจน
กลุ่มวางแผนตลาดล่วงหน้าก่อนการผลิต โดยกำหนดตั้งแต่ต้นปีว่าจะปลูกพันธุ์ใดและขายให้ใคร พร้อมทำสัญญาล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์กระจายช่องทางจำหน่าย ทั้งตลาดออนไลน์ ร้านอาหาร และค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อบริหารเงินหมุนเวียนและลดภาระต้นทุนสำรอง
ขยายเครือข่าย สร้างรายได้ยั่งยืน
นางสาว พิชญภา ยังได้กล่าวต่อว่า เมื่อความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น กลุ่มได้ขยายเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่ โดยทำหน้าที่เป็นตลาดกลางให้สมาชิก ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเปลี่ยนจากรายปีเป็นรายเดือน จากการผลิตที่หลากหลาย ทั้งข้าว ปลา ปศุสัตว์อินทรีย์ และและผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ซึ่งผลิตจากข้าวอินทรีย์ เป็นต้น
ในอนาคต กลุ่มตั้งเป้าขยายพื้นที่ทำนาอินทรีย์เป็น 6,000 ไร่ ครอบคลุม 500 ครัวเรือน และพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนภายใต้แบรนด์ “ทุ่งต้อมออร์แกนิก” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาว พิชญภากล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของกลุ่มเกิดจากการเริ่มต้นจากปัญหาจริงของชุมชน และการมองตลาดเป็นที่ตั้ง “ตลาดต้องการอะไร เราก็ค่อย ๆ พัฒนาไปทางนั้น” จนกลายเป็นโมเดลเกษตรอินทรีย์ที่สร้างทั้งรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และโอกาสใหม่ให้กับเกษตรกรรุ่นต่อไป’ ทั้งนี้หากท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มสามารถติดต่อมาได้ที่เพจ ทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์ Tungtom organics village







