วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเขตชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณ ตำบลกระเทียม อำเภอ สังขะ จังหวัด สุรินทร์ ซึ่งติดแนวชายแดนระหว่าง ประเทศไทย และ กัมพูชา พบเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง กำลังเผชิญวิกฤติรายได้อย่างหนัก จากความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้ตลาดรับซื้อหดตัวและผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลายครอบครัวเริ่มวิตกกังวลว่าอาจเกิดการอพยพรอบใหม่ ซ้ำเติมความเดือดร้อนที่สะสมมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเกษตรกรเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ที่ต้องอพยพ ทิ้งเป็ดให้หากินลำพังตามทุ่งนา
นายอภิชาติ หรือ อี๊ด อายุ 31 (ขอสงวนนาม) เกษตรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง บ.โนนสบาย ต.กระเทียม อ.สังขะ อยู่ติดพื้นที่ อ.กาบเชิงฯ ซึ่งเป็นเป็ดไข่ จำนวนกว่า 1,500 ตัว และส่งไข่ไปจำหน่ายตามตลาดในพื้นที่ชายแดน เปิดเผยว่า ตลอดช่วงเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมาแล้วถึง 2 รอบ ทำให้เป็ดเกิดความเครียด ทั้งอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ ไข่ออกไม่สม่ำเสมอ รายได้ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนค่าอาหารและค่าดูแลยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับราคาขายที่ตกต่ำ เดิมเคยมีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 บาท แต่ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 400–500 บาทเท่านั้น จนเริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน บางรายยอมรับว่า หากเกิดการอพยพรอบที่ 3 อาจไม่สามารถประคองอาชีพต่อไปได้ จำเป็นต้องประกาศขายเป็ดโละในราคาตัวละเพียง 100 บาท เพื่อให้ได้เงินทุนบางส่วนกลับคืน ทั้งที่ยึดอาชีพเลี้ยงเป็ดมานานกว่า 10 ปี
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนเสียงตรงกันว่า อยากให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการหาตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก เพราะทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับ บรรยากาศในพื้นที่วันนี้ แม้ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ความกังวลยังคงปกคลุมอยู่ในใจของชาวบ้านจำนวนไม่น้อย ที่ได้แต่เฝ้าภาวนาให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดในอาชีพและดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคงต่อไป







