วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ กลุ่มหม่อนไหม “แพรวาโสภารักษ์” ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ให้กับ นายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ โดยมี นางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมหม่อนไหม หัวหน้าส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่นร่วมเป็นสักขีพยาน
นางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม โดยสำนักงานอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม และการทอผ้าไหม ที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามให้อยู่คู่กับสังคมไทย ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการเผยแพร่ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม การอนุรักษ์และการส่งเสริมการใช้ผ้าไหมไทย สร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งการส่งเสริมและสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตามนโยบายด้านการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม
“สำหรับการพัฒนาด้านการเลี้ยงหม่อนศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการสำรวจพื้นที่และชุมชนที่มีศักยภาพและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ในปี 2567 ถึง 2568 ได้ดำเนินการไปแล้ว 12 แห่ง โดยในปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมจำนวน 73,879 ราย มูลค่าการจำหน่ายสินค้ามากถึง 37,413,424 บาท และในปี 2569 ได้ดำเนินการเพิ่มขึ้นอีกสามแห่งในพื้นที่จังหวัดสกลนครบุรีรัมย์และสงขลารวมเป็น 15 แห่ง โดยในปี 2568 และ 2569 กรมหม่อนใหม่ได้จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์หม่อนใหม่เฉลิมพระเกียรติขอนแก่นดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ ”แพรวาโสภารักษ์“ ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ผ่านกิจกรรมฐานเรียนรู้การปลูกหม่อนการเลี้ยงไหมการสาวไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม และการทอผ้าไหม ที่สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและผู้คนในชุมชนที่เป็นสมาชิกเครือข่าย”
ด้าน น.ส.ชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่การพัฒนาการเลี้ยงไหมได้ทำให้เกษตรกร มีอาชีพที่เข้มแข็งมีรายไดที่มั่นคง และการที่ผ้าไหมแพรวา ได้รับสมญานามว่าเป็น ราชินีแห่งผ้าไหมไทย นั้นยอมรับว่าตั้งแต่การเลี้ยง รวมไปถึงการถักทอมีความละเอียดปราณีตที่สำคัญได้รับการส่งเสริมจากพระพันปีหลวง จากผ้าสไบกลายมาเป็นผ้าไหมแพรวาที่สามารถนำมาตัดเป็นชุดสวมใส่ได้อย่างสวยงาม กลุ่มแพรวาโสภารักษ์ จึงไม่ใช่เพียงกลุ่มที่เลี้ยงหม่อนไหมธรรมดา แต่เป็นกลุ่มตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้จึงมีศักยภาพ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่างในเรื่องของการอนุรักษ์และการสร้างฐานรายได้ให้กับคนภายในชุมชน
ด้าน นายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ตนเองอายุยังเล็กแต่สนใจในเรื่องของการทอผ้าไหมแพรวาจึงได้เข้าไปเรียนรู้ตามศูนย์ต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ จนสามารถทอผ้าไหมแพรวาได้และได้มีการประดิษฐ์คิดค้นลวดลายผ้าไหมแพรวา จนได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ โดยเฉพาะกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ความภาคภูมิใจที่ได้รับนี้จะมีการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้พื้นที่ได้ถูกจัดโซนแบ่งออกเป็นแปดส่วน จะเป็นฐานเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตหม่อนไหมไปจนถึงขั้นตอนการถักทอผ้าไหมแพรวา นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแพรวาที่เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ ทั้งนี้การพัฒนาด้านหม่อนไหมยังทำให้กลุ่มอาชีพที่เข้ามารวมกลุ่มกัน 20 แห่งมีรายได้ต่อกลุ่มมากถึงเดือนละ 100,000 บาท หรือมากกว่า 22 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นผู้ที่สนใจก็ขอเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในศูนย์แห่งนี้และเราจะเรียนรู้ไปพร้อมกัน








