วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานเกษตรอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร นำโดย นางลักขณา นิลาลาด นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอคำเขื่อนแก้ว ดำเนินการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาเพื่อเพิ่มมูลค่าพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะการผลิต “แตงโม” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ และสอดคล้องกับแนวทางโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประจำปีงบประมาณ 2569
ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลังนาและโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 55 ราย เพื่อมุ่งเน้นการผลิตแตงโมคุณภาพดี ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการจัดการแปลงตามหลักวิชาการ โดยพื้นที่ดำเนินการอยู่ในเขต อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแตงโมที่มีชื่อเสียง และเป็นพื้นที่ผลิต “แตงโม GI” หรือสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ด้านรสชาติ ความหวาน กรอบ และคุณภาพเฉพาะถิ่นปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมในอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร มีจำนวนทั้งสิ้น 165 ราย
การปลูกแตงโมหลังนาเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ช่วยเพิ่มรายได้ในช่วงฤดูแล้ง โดยมีระยะเวลาการผลิตประมาณ 60–75 วัน สามารถปลูกได้ 1–2 รอบต่อปี ทั้งนี้เกษตรกรมีการเตรียมดิน วางระบบน้ำแบบประหยัดน้ำ และดูแลควบคุมศัตรูพืชอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด
สำหรับประโยชน์ของการปลูกแตงโมหลังนา เพิ่มรายได้เสริมหลังฤดูทำนา ใช้ระยะเวลาการผลิตสั้น เก็บเกี่ยวเร็ว สร้างอาชีพและกระจายรายได้ในชุมชน ส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินจากการหมุนเวียนพืช
ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย ประมาณ 12,000 – 18,000 บาทต่อไร่ ประกอบด้วยค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารชีวภัณฑ์ ระบบน้ำ ค่าแรงงาน และค่าดูแลรักษา ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 – 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาจำหน่ายเฉลี่ย 8 – 15 บาทต่อกิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลและคุณภาพผลผลิต) รายได้เฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 24,000 – 60,000 บาท
การดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2569 มุ่งเน้นให้เกษตรกรผลิตแตงโมคุณภาพสูง ภายใต้มาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเชื่อมโยงตลาดและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การลดต้นทุน การบริหารจัดการผลผลิต ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI เพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน








