ตำรวจเร่งล่ามือยิงปืน 11 มม. ไล่ยิงรถกู้ภัยมอเตอร์เวย์ยางแตก ก่อนบังคับแฟนสาวหลบหนี พบผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายหนัก ขณะเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานเตรียมออกหมายจับ
ความคืบหน้าเหตุคนร้ายขับรถกระบะอีซูซุ ดีแมกซ์ สีขาว ใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. ยิงใส่รถกู้ภัยมอเตอร์เวย์ฯ จนยางแตก บนถนนหลวงหมายเลข 7 (ช่วงพัทยา-อู่ตะเภา) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา (15 ก.พ.69) หลังเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบถามขณะรถคันดังกล่าวจอดริมทางเพราะเกรงว่าจะมีเหตุทะเลาะวิวาทของสองผัวเมียที่นั่งอยู่ในรถ ตรวจสอบภายในรถพบ ใบกระท่อมบรรจุถุงประมาณ 50 ถุง และปลอกกระสุนปืนตกอยู่ใกล้จุดจอดรถ 4 ปลอก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (16 ก.พ.69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุโดยพบว่า จุดเกิดเหตุอยู่ก่อนถึงด่านเก็บค่าผ่านทางหลวงพิเศษห้วยใหญ่ ประมาณ 5 กม. จากการสำรวจที่เกิดเหตุพบว่า ข้างทางเป็นไร่นาของชาวบ้านและเป็นป่า
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ สภ.ห้วยใหญ่ พบว่าวันนี้ พนักงานสอบสวนได้เรียกทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางหลวง ที่ถูกกระบะไล่ยิงมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกด้วย
ผู้สื่อข่าว ได้พูดคุยกับ 1 ใน ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางหลวง ที่ประสบเหตุ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุ พวกตนเองได้ขี่รถไปพบกับรถกระบะตู้ทึบคันดังกล่าวจอดอยู่บริเวณจุดจอดรถฉุกเฉินบนมอเตอร์เวย์ ด้วยความเป็นห่วงจึงได้เข้าไปตรวจสอบว่าสาเหตุใดทำไมถึงจอดรถ แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบผัวเมียคู่หนึ่งได้นั่งอยู่ภายในรถ โดยฝ่ายชายอ้างว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร แค่ทะเลาะมีปากเสียงกับแฟนสาวเท่านั้น ตนเองจึงบอกให้ฝ่ายชายใจเย็นๆ ค่อยๆ คุยกัน ก่อนที่จะขับรถออกจากจุดพบเห็น
แต่เมื่อตนเองขับรถออกจากจุดเกิดเหตุไปได้ไม่นาน พบว่ารถกระบะตู้ทึบคันดังกล่าว ได้ขับตามและได้ใช้อาวุธปืนไล่ยิงรถของพวกตนกระสุนไปถูกล้อหลังฝั่งขวาจนยางแตก และถูกโครงล้อหลังฝั่งขวา ทำให้พวกตนเองต้องขับรถหนีและหาที่หลบเข้าข้างทาง โชคดีไม่มีทีมเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกระบะตู้ทึบที่ก่อเหตุได้ขับหลบหนีไป
พร้อมยืนยันว่า ตอนที่ได้เข้าไปสอบถามผัวเมียคู่ดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดการทะเลาะอะไรกับพวกตนเอง ทุกอย่างดูปกติแต่พบว่าฝ่ายผู้หญิงหน้าตาบอบช้ำอย่างหนักคาดว่าถูกซ้อม โดยวันนี้ตนเองมุาให้ปากคำกับตำรวจเพิ่มเติมเพราะยังไม่รู้ชนวนเหตุที่ไล่ยิงรถของพวกตนเองว่าเกิดจากสาเหตุใด
ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายที่ผ่านมา พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามเจอตัวฝ่ายหญิงที่มากับผู้ก่อเหตุ เจ้าของรถกระบะตู้ทึบแล้ว ทราบชื่อ คือ นางสาวกาญจนา หรือ มิ้น อายุ 26 ปี ชาว จ.ปทุมธานี หลังจากเกิดเหตุ มีพลเมืองดีได้พบตัวฝ่ายหญิงบริเวณข้างทาง จึงได้แจ้งตำรวจ และพาฝ่ายหญิงส่งโรงพยาบาลบางละมุง เมื่อคืนเวลาประมาณ ตี 2 ที่ผ่านมา และภายหลังจากรับการรักษาพยาบาล วันนี้ได้นำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับแฟนหนุ่มมือยิง ทราบชื่อ คือ นายนพรัตน์ หรือ แอล อายุ 30 ปี ทันทีที่ทีมข่าวไปถึงพบว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำตัวของนางสาวกาญจนา หรือมิ้น ซึ่งสภาพของเธอถูกแฟนหนุ่มทำร้ายหน้าตาปูดบวม ใบหน้าเละ ตามร่างกายมีบาดแผลช้ำทั้งตัว
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับแม่ของนางสาวกาญจนา ผู้บาดเจ็บบอกกับทีมข่าวว่า ลูกสาวได้คบหากับนายนพรัตน์ หรือ แอล ได้ประมาณ 3 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน เป็นลูกชายวัย 2 ขวบ อาชีพของลูกเขยคือค้าขายส่งใบกระท่อม ขณะเกิดเหตุกำลังพาลูกสาวไปส่งใบกระท่อมให้ลูกค้าในเมืองพัทยา ที่ผ่านมาตนเองพอทราบอยู่บ้างว่า ลูกสาวมักถูกลูกเขยทำร้ายร่างกาย แต่ไม่คิดว่าจะทำถึงใบหน้าเละขนาดนี้ โดยตนเองติดต่อ และพบกับลูกสาวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
จากการสอบถามแม่ เล่าว่า ลูกสาวได้รอดตายจากฝีมือแฟนหนุ่มมาได้ โดยหลังจากแฟนหนุ่มก่อเหตุไล่ยิงเจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์แล้ว ได้ขับรถกระบะตู้ทึบหลบหนีและไปจอดข้างทาง มีการทิ้งรถไว้และลงถนนไปโบกรถซาเล้งที่ขับมาตามทางถนนอีกเส้นทางหนึ่ง และใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ลูกสาวขึ้นซาเล้งหลบหนีไปกับตัวเอง โดยระหว่างทาง นายนพรัตน์ ขู่ว่า “หากหนี จะยิงทิ้งให้ตาย” ก่อนจะบังคับให้ลูกสาวนำกล่องโฟมขนาดใหญ่คลุมหัว เพื่อไม่ให้ใครเห็นใบหน้าที่บอบช้ำ แต่ระหว่างทางลูกสาวได้เห็นว่า นายนพรัตน์ กำลังขี่ซาเล้งที่ชิงมาพาตนเองผ่านเขตชุมชน มีคนอยู่เยอะ จึงได้ใช้ไหวพริบกระโดดหนีลงจากซาเล้งและวิ่งไปขอความช่วยเหลือกับพลเมืองดี ส่วนนายนพรัตน์ ได้ขี่รถหนีไป
ยอมรับว่า ตนเองรู้สึกตกใจกับใบหน้าของลูกสาวที่มีสภาพบอบซ้ำขนาดนี้ ลูกสาวบอกถูกแฟนหนุ่มทำร้ายทั้งเตะต่อย กระทืบ เอาขวดเหล้าตีหัว และเอาประแจแหวนทุบตี ยืนยันจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ตนเองเคยแจ้งตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว ให้ไปช่วยลูกสาวแล้วแต่กลับเงียบเฉย รวมถึงตัวเองและญาติพี่น้องเคยขอให้ลูกสาวเลิกแต่ก็ถูกนายนพรัตน์ ข่มขู่ว่าจะยิงทิ้งทั้งครอบครัว และเคยเอาปืนจ่อตนเองจะยิงทิ้งด้วยหากตนเองพาลูกสาวที่ถูกทำร้ายส่งโรงพยาบาล โชคดีที่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์ได้จอดรถช่วยเหลือลูกสาว มิเช่นนั้นคงถูกนายนพรัตน์ลากไปฆ่าตายแล้ว







