ข่าวภูมิภาค

ลำพูนผนึก รัฐ–เอกชน–ชุมชน เปิดโมเดลป้องกันไฟป่า แก้ฝุ่น PM2.5 ต้นทางยั่งยืน

แชร์ข่าว

ลำพูนเดินหน้าโครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ผนึก ก.พ.ร. BOI กรมป่าไม้ และซีพีเอฟ นำร่อง 12 หมู่บ้าน อ.แม่ทา ครอบคลุมกว่า 20,000 ไร่ สร้างต้นแบบบริหารจัดการป่าชุมชน ลดการเผาและยกระดับคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 ก.พ.69 ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องผนึกพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนป้องกันและแก้ปัญหา จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พบว่า แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM 2.5 มาจากภาคป่าไม้ร้อยละ 64 ของทั้งหมด การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ล่าสุด “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จากความร่วมมือของสำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สร้างต้นแบบการป้องกันไฟป่าและลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน นำร่องโครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2569–2571)

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งเน้นการป้องกัน เฝ้าระวังไฟป่า และแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ตรงจุด โดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้ามาเป็นกลไกสำคัญของการป้องกันไฟป่าในระยะยาว และมีบทบาทในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ดับไฟป่า จัดตั้งจุดเฝ้าระวังไฟป่า ถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปเศษวัสดุจากธรรมชาติและการเกษตร เช่น กิ่งไม้และใบไม้แห้ง ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติในครัวเรือน ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในชุมชน

“ในนามจังหวัดลำพูน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการฯ นี้ ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่ทา ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำคัญของความร่วมมือในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” รองผู้ว่าฯลำพูน กล่าว

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการฯ ในครั้งนี้ นอกจากมุ่งเน้นป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 แล้ว สำคัญที่สุดคือ สร้างความร่วมมือและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นโมเดลส่งต่อความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

หนึ่งในกลไกสำคัญในการร่วมแก้ปัญหา PM 2.5 ผ่านกระบวนการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยซีพีเอฟดำเนินนโยบายไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง บูรณาการความร่วมมือของเกษตรกรและคู่ค้าผู้รวบรวมผลผลิต ในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ปัจจุบัน 100% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแปลงปลูก ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงปลูกเข้ากับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ทำให้สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงการเผาในพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกคนในห่วงโซ่อุปทานจัดการเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน ไม่เผาแปลง เพื่อลดต้นเหตุการเกิดฝุ่น PM 2.5 และสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรว่าเพาะปลูกจะมีตลาดรองรับที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรม