ข่าวภูมิภาค

“แป้ง อรกฤติย์” ขอทำงานกู้ศรัทธา ปชป. ปักธง สส.เขต 1 ชูท่องเที่ยว-ผังเมือง พลิกแปดริ้ว

แชร์ข่าว

"อรกฤติย์ แววคล้ายหงส์" ผู้สมัคร ปชป. เขต 1 ฉะเชิงเทรา ประกาศขอนำความรู้ด้านวิศวกรรม การจัดการ และท่องเที่ยว พัฒนาเมืองแปดริ้ว แก้จราจร ผังเมือง และเศรษฐกิจฐานราก หวังกู้ศรัทธาพรรค-ปักธง สส. อีกครั้ง

วันที่ 2 ก.พ.69 เวลา 15.00 น. น.ส.อรกฤติย์ แววคล้ายหงส์ ผู้สมัครหมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ สาวใหญ่วัย 52 ปี ชาว ต.บางตีนเป็ด อ.เมืองฉะเชิงเทรา ผู้มากประสบการณ์ในด้านการจัดการธุรกิจ และเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงความสนใจในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 ในครั้งนี้ว่า จากการที่ได้มองเห็นเมืองแปดริ้ว ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยมีจุดยุทธศาสตร์ด้านทำเลที่ตั้ง ทำให้มองเห็นถึงศักยภาพของเมือง และโอกาสอีกมาก

แต่เหตุใดเราจึงยังไปไหนได้ไม่ไกลถึงยังจุดนั้น ทั้งที่เป็นเมืองทางผ่าน ที่หากจะเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ต้องผ่านแปดริ้ว จะไปยังฝั่งตะวันออกก็ต้องผ่านแปดริ้ว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญหรือโอกาสทอง ทั้งจากโครงการ EEC ที่ภาครัฐบลงทุนไว้ จึงได้มองเห็นว่าอยากจะเอาศาสตร์ในด้านการท่องเที่ยวมาใช้ในการเพิ่มศักยภาพให้แก่บ้านเกิด โดยศักยภาพที่เพิ่มขึ้นนั้นจะหมายถึงปลายทาง ที่เป็นเม็ดเงินที่จะเข้ามาขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้แก่เมืองของเรา และเราจะส่งต่อไปจนถึงพี่น้องประชาชนในทุกๆด้าน ทุกจุด ทุกเส้นทางใน จ.ฉะเชิงเทรา

ท่ามกลางปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวจังหวัด จึงถูกตั้งคำถามว่าทำไม่ยังไม่แก้ ทำไมเราถึงยอมทน เช่น ปัญหาการจราจรที่ติดขัด จนทำให้คนในพื้นที่ไม่อยากออกจากบ้านในช่วงวันหยุด ทำให้หลายฝ่ายอยากจะขยายถนนกันขึ้นมา แต่หากมองในด้านศาสตร์การท่องเที่ยว ศาสตร์ด้านการทำผังเมือง รวมถึงการจัดการจราจรต่างๆ แล้ว หากมีการบูรณาการจากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน จะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายมาก หากเราระดมคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันพัฒนา ที่อาจจะไม่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก เพียงแต่ขอให้บุคคลผู้นั้นเป็นคนที่รู้จริง ตั้งใจจริง และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง ทั้งเพื่อตัวของเราเองที่จะได้หลุดพ้นจากปัญหาเหล่านี้ รวมถึงประชาชนที่ประสบกับปัญหาเดียวกัน จะได้หลุดพ้นจากปัญหาไปด้วยพร้อมกัน และหากมองอย่างมหภาคใหญ่แล้วนั้น เมืองแปดริ้วเป็นเมืองที่เป็นจุดศูนย์รวมแห่งโอกาส จึงเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายที่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเข้ามาทำ

จากประสบการณ์ที่เคยทำงานทางการเมืองในพรรคกล้า ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช จึงได้เรียนรู้เรื่องการเมืองและสร้างเสริมประสบการณ์ทางการเมือง จึงได้เคยดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการจริยธรรม พรรคกล้า และเป็นอดีตผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้าเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา และด้วยแนวคิดที่ตรงกันกับอุดมการณ์ของตนเอง หลังจากที่นายกรณ์ ได้ย้ายกลับมายังที่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว จึงขอเสนอตัวเข้ามาร่วมงานด้วย เพราะอยากจะทำให้บ้านเกิดได้พัฒนาไปได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม จนได้รับโอกาสให้มาลงเป็นผู้สมัครในครั้งนี้ เป็นการมาเพื่อทำให้ความฝันได้เป็นจริงต่อไป

ส่วนผู้สมัครในสนามที่มีหลากหลายสี และยังคงมีผู้สมัครจากบ้านใหญ่อยู่ด้วยนั้น ขอมองแบบไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่ขอมาเป็นผู้เสนอแนวทางในการพัฒนาเมือง เพื่อให้ ปชช.ได้เป็นผู้เลือก ว่าแนวคิดของเรานั้นสามารถที่จะนำมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และแนวติดของอีกฝ่ายหรือบ้านใหญ่นั้นก็ไม่ได้ผิด แต่เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต่างกันในส่วนของเขา อยู่ที่พี่น้อง ปชช.จะไว้ใจใครให้เข้ามาแก้ไขปัญหาในเมืองแปดริ้ว จึงมองว่าผู้สมัครรายอื่นๆ นั้น ต่างเป็นผู้ที่เสนอแนวคิดให้ ปชช.เลือก

ส่วนการกอบกู้ศรัทธาให้ประชาชนหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีอดีต ส.ส.เคยได้รับการเลือกตั้งนั้น ต้องขอบอกว่าแกนหลักของพรรค ปชป.นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง อุดมการณ์ของพรรคไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่บริบทรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นจึงเชื่อว่าการกอบกู้ศรัทธานั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ยาก สิ่งที่จะต้องทำในขณะนี้ คือ ต้องเร่งนำเสนอแนวคิดของตนเองให้ถูกกับบริบทและตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชน ผนวกกับการสนับสนุนของพรรคและนำเสนอนโยบายของพรรค ที่ดูแล ปชช.ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชราให้แก่ประชาชนได้ตัดสินใจเลือก จึงเชื่อมั่นว่าการกอบกู้ความนิยมของพรรคใน จ.ฉะเชิงเทรา นั้นไม่ยาก

หลังจากการลงพื้นที่แล้ว ได้พบกับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนอย่างเหนือความคาดหมายมากสำหรับผู้สมัครหน้าใหม่อย่างตนเอง โดยประชาชนบางรายถึงกับเข้ามาจับมือน้ำตาคลอเบ้า และบอกกับเราว่าเขารออยู่ว่าพรรคจะส่งใครลงมาหรือไม่ และพรรคเราจะกลับมาไหม  และยังช่วยนำแนวทางและนโยบายของพรรคไปบอกต่อให้แก่ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ให้ได้ทราบด้วย ในความคิดส่วนตัวนั้นจึงมองว่ากระแสเสียงจาการตอบรับนั้นกลับมาดีขึ้นมาก

สิ่งแรกที่อยากทำ คือ อยากเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยการนำพาโอกาสใหม่ๆ มาให้คนไทย จากการที่ได้เคยไปทำงานเป็นวิศวกรในต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา เมื่อสมัยครั้งที่เรียนจบใหม่ๆ ทางด้านเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อปี 2540 แต่ได้เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเสียก่อน จึงทำให้โปรเจกต์หยุดชะงักลงไป จึงได้กลับมาสั่งสมประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจ ในครั้งนี้จึงอยากเสนอตัวว่า ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเปิดใจฟังแนวคิดแนวทางของ “แป้ง” ก่อน โดยที่เรามาในครั้งนี้ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงมาเลย

สำหรับพี่น้องประชาชนในแปดริ้วนั้น เราคือครอบครัวเดียวกัน เราคือเพื่อนกัน และเราประสบปัญหาแบบเดียวกัน และเราคือบุคคลคนหนึ่งที่อยากจะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น เพื่อให้พี่น้อง ปชช. และตัวแป้งเอง รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปได้อยู่อาศัยในแปดริ้วของเราอย่างมีความสุขเป็นสังคมที่ปลอดภัย ในฐานะที่ได้รับเกียรติจากพรรคที่มีอายุยาวนานมากถึงเกือบจะ 100 ปีแล้ว ได้ให้มาเป็นตัวแทนของพรรคในพื้นที่แปดริ้ว จึงจะรักษาอุดมการณ์ และจะดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด น.ส.อรกฤติย์ กล่าว     

และเธอยังได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังด้วยว่า เรียนจบการศึกษาจากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ รุ่น 99 จบสาขาวิศกรรมวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ประยุกต์ (เซมิคอนดักเตอร์ส) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จบริญญาโทด้านการจัดการการท่องเที่ยวจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ด้านการจัดการการท่องเที่ยวและบริการแบบบูรณาการ คณะการจัดการการท่องเที่ยวที่นิด้าอยู่ในขณะนี้

ประสบการณ์การทำงาน เคยทำงานด้านวิศวกร (Process Engineer), บริษัท อัลฟา–ทีไอ เซมิคอนดักเตอร์ จำกัด และได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนวิศวกรไทยไป Transfer technology ที่ Texas Instrument บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์สนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ คันทรี่ คลับ และสนามเขาใหญ่ คันทรี่ คลับ และเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดธุรกิจ Wellness (Marketing Manager) แสนภูดาษ (Sanpudard Health Club)

มีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาดจากประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน การบริหารจัดการโครงการเชิงกลยุทธ ให้ความสำคัญกับการริเริ่มโครงการที่ขับเคลื่อนเพื่อสังคม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ตลาด การจัดการผลิตภัณฑ์ การสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้า สามารถออกแบบกลยุทธ์ที่ผสานรวมความสำเร็จของการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ครอบคลุมเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในช่วงสถานการณ์วิกฤต รวมถึงบทบาทในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นแกนนำขับเคลื่อนกลุ่มจิตอาสา “กล้าอาสา” ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตโรคระบาด น.ส.อรกฤติย์ ระบุ