วันที่ 29 ม.ค.69 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล (สสจ.สตูล) ผนึกกำลังโรงพยาบาลสตูล โชว์ศักยภาพความพร้อมระบบคัดแยกโรคและห้องอุบัติใหม่ ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในพื้นที่ แต่ขอประชาชนอย่าประมาท ชี้เป็นโรคหมัดหนัก อัตราเสียชีวิตสูงกว่าโควิด-19 หลายเท่าตัว พร้อมลงพื้นที่ตรวจความพร้อมระบบห้องความดันลบและนวัตกรรมเคลื่อนย้าย นำโดยนพ.ธีรศักดิ์ เด่นดวง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูล พร้อมด้วยนพ.สงกรานต์ จันทร์มุณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสตูล และคณะผู้บริหาร นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของระบบสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของ "ไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) ที่กำลังถูกจับตามองทั่วโลก
โดยทางโรงพยาบาลได้เปิดเผยถึงมาตรฐานการรองรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ประกอบด้วย ห้องแยกโรคความดันลบ ระบบปรับอากาศแยกส่วนเพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ภายนอก ห้องแยกเชื้อผู้ป่วยทางอากาศ รองรับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบหายใจรุนแรง นวัตกรรมเคลื่อนย้าย เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ และห้องพ่นยาแรงดันลบ เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์
นพ.ธีรศักดิ์ ระบุว่า แม้ขณะนี้จะมีการระบาดเฉพาะที่รัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย แต่ไวรัสนิปาห์ถูกจัดเป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จังหวัดสตูลจึงได้วางมาตรการเข้ม 3 ระดับ ดังนี้ 1.การเฝ้าระวังด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านท่าเรือตำมะลัง มีกลไกตรวจสอบและกักกันผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงทันที
2.เครือข่ายชุมชนและอสม.ทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ทำงานร่วมกับ อสม. เพื่อสแกนหาผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด และเฝ้าระวังร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดในกลุ่มสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า และ 3.ระบบคัดกรองในโรงพยาบาล หากพบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายและมีประวัติเสี่ยง จะถูกนำเข้าสู่ระบบแยกโรคทันที
นพ.ธีรศักดิ์ ได้เปรียบเทียบความรุนแรงของโรคไวรัสอย่างเห็นภาพชัดเจนว่า โควิด-19 เหมือนนักมวยที่แย็บไว แพร่กระจายเร็วแต่หมัดไม่หนัก แต่อัตราเสียชีวิตต่ำ ในขณะที่ไวรัสนิปาห์เปรียบเหมือนนักมวยหมัดหนัก ติดเชื้อยากกว่า แต่หากติดแล้วอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทาง
ทั้งนี้อาการสำคัญที่ต้องสังเกต คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการทางระบบหายใจ หายใจลำบาก มีอาการทางสมอง ซึม สับสน หรือหมดสติ ข้อแนะนำสำหรับชาวสตูลและการท่องเที่ยว สำหรับผู้รักการท่องเที่ยวถ้ำในจังหวัดสตูล (เช่น ถ้ำเลสเตโกดอน หรือถ้ำภูผาเพชร) สสจ. ยืนยันว่า ยังเที่ยวได้ตามปกติ เนื่องจากผลการตรวจสอบค้างคาวในพื้นที่ยังไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ขอให้ยึดหลักความปลอดภัย ดังนี้ หลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์ ล้างผลไม้และปอกเปลือกให้สะอาดก่อนรับประทาน หากมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมูลสัตว์หรือเข้าถ้ำโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
ภูมิภาค-82







