วันนี้ (26 ม.ค.69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีทหารคลั่งใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่บ้านของพี่สาว “อูมปันสุข” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง จนเกือบถูกนายแจ๊คพี่เขยของอูม ปันสุข สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในครอบครัวและสังคม ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลทหารออกหมายจับ และกองทัพมีคำสั่งปลดออกจากราชการ ตามที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 26 ม.ค.69 พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมตร.ชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัว จ่าสิบเอกอัครพล หรือ “ดิว” ทหารสังกัดค่ายประจักษ์ศิลปาคม มาทำการสอบสวนตามหมายจับของศาลทหาร โดยศาลทหารได้ออกหมายจับจำนวน 2 หมาย ได้แก่ หมายจับเลขที่ จ 1/2569 ในข้อหา บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และหมายจับเลขที่ จ 2/2569 ในข้อหา พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และทำให้เสียทรัพย์ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นอาวุธปืนดัดแปลงลักษณะคล้ายบีบีกัน สามารถใช้ยิงกระสุนขนาด 9 มม.ตรวจพิสูจน์
ทันทีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวมาถึง สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้าพบกับ พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานีเพื่อสอบปากคำตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยจ่าดิวมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ยังมีท่าทีผ่อนคลาย และได้กล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “เดี๋ยวเจอกัน เดี๋ยวให้ข่าว”
ต่อมา พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุดรธานี ได้อ่านหมายศาลทหาร มณฑลทหารบกที่ 24 ต่อหน้าผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาให้ความร่วมมือและแสดงตัวมอบหมายตามหมายจับโดยสมัครใจ
พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ เปิดเผยว่า อาวุธปืนของกลางเป็นปืนดัดแปลงจากบีบีกัน สามารถใช้กระสุนขนาด 9 มม. โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้อาวุธปืนดังกล่าวมาขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานแล้ว
ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี กล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ต้องหาแสดงความสมัครใจที่จะให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนถึงแรงจูงใจและความกดดันที่นำไปสู่การก่อเหตุในครั้งนี้
ต่อมาจ่าดิว เปิดใจทั้งน้ำตาต่อหน้าสื่อมวลชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่ต้องการให้กองทัพบกเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมยอมรับว่าข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอไปก่อนหน้านี้ไม่มีข้อมูลผิดเพี้ยน แต่ขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีมูลเหตุที่ซับซ้อนกว่านั้น
จ่าสิบเอกดิว ระบุว่า สิ่งเดียวที่อยากขอจากสื่อมวลชนคือการให้เกียรติและไม่กระทบต่อสภาพจิตใจของลูกทั้งสองคน ซึ่งตนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเพียงลำพังมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าก่อนหน้านี้ตนได้รับโทษทางวินัยทหารเรียบร้อยแล้ว สำหรับกรณีที่เพจโซเชียลมีเดีย “อูมปันสุข” นำคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้ามาเผยแพร่อีกครั้ง จ่าสิบเอกดิว ระบุว่าไม่เข้าใจเจตนา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตนยังคาใจ โดยยืนยันว่าตนกลับไปยังบ้านหลังเกิดเหตุอีกครั้ง แต่ไม่ได้ไปตามอดีตภรรยา เพียงไม่พอใจที่มีการนำคลิปเก่าไปเผยแพร่ซ้ำ รวมถึงนำเรื่องไปร้องเรียนในหน่วยงานต้นสังกัด
จ่าสิบเอกดิว เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ยื่นขอลาออกจากราชการทหารตั้งแต่เดือนต.ค.68 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ต้องการให้ศักดิ์ศรีของตนถูกเหยียบย่ำ พร้อมกล่าวถึงอดีตภรรยาว่าไม่เคยดูแลลูกทั้งสองคน อีกทั้งยังสร้างหนี้นอกระบบจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ทั้งหมด ทั้งที่ไม่ทราบเรื่องในช่วงที่มีการกู้ยืมเงิน “ลูกสองคนผมดูแลคนเดียวทั้งหมด เขาไม่เคยมาดูแลเลย” จ่าสิบเอกดิว กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและน้ำตาไหลตลอดเวลา
จ่าดิว บอกอีกว่า ส่วนเหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน ยอมรับว่าตนไปบ้านหลังดังกล่าวจริง โดยสาเหตุเกิดจากมีเพื่อนสนิทอดีตภรรยาโทรศัพท์มาแจ้งว่าอดีตภรรยาอยู่ที่บ้านนั้นกับชายคนหนึ่ง ทำให้เกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง จนตัดสินใจพกอาวุธปืนไป และเตรียมกระสุนไปจำนวนมากและกล่าวย้ำว่าถ้าจะทำจริงผมจะฆ่าทั้งครอบครัว
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ แม่ของจ่าสิบเอกดิวได้เข้ามาตบไหล่เพื่อให้ลูกหยุดพูด ก่อนจะกอดคอกันร้องไห้และให้กำลังใจ พร้อมบอกกับสื่อมวลชนว่า “พอแล้ว” และยืนยันว่าครอบครัวจะร่วมกันต่อสู้ไปด้วยกัน พร้อมฝากถึงคู่กรณีว่า ขอให้เวรกรรมตามทัน และขอเพียงอย่างเดียว คืออย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกทั้งสองคนอีก
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว จ่าสิบเอกดิว ระบุว่าไม่เคยทำร้ายอดีตภรรยา แต่แม่ของเขาได้ทักท้วงว่า เคยมีเหตุทำร้ายกันจนเลือดไหลหนึ่งครั้ง โดยมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื่องหนี้สินที่อดีตภรรยาไปกู้มาโดยไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่รับรู้
ด้านมารดาของจ่าดิว เปิดใจกับผู้สื่อข่าวถึงปมปัญหาครอบครัวที่นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง โดยระบุว่า เพิ่งรับรู้เรื่องหนี้สินจำนวนมากของอดีตลูกสะใภ้ ภายหลังทั้งสองฝ่ายมีปัญหาทะเลาะและหย่าร้างกันแล้ว เมื่อมีเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบหลายรายเดินทางมาติดตามทวงหนี้ถึงบ้านอย่างต่อเนื่อง ลูกชายในฐานะสามีพยายามรับผิดชอบด้วยการช่วยเคลียร์หนี้สินให้ภรรยาเท่าที่ทำได้ แต่ไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายหญิงยังสร้างหนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยตนไม่ทราบแน่ชัดว่าเงินที่ได้ไปนั้นถูกนำไปใช้ในเรื่องใด ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงการดูแลหลานอีก 2 คน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายประจำวัน ตนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เนื่องจากอดีตลูกสะใภ้ไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือ
จากข้อมูลที่ตนรับรู้ อดีตลูกสะใภ้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยก่อนหน้านี้เคยขอยืมเงินจากตนเพื่อไปใช้หนี้การพนันจำนวน 30,000 บาท รวมถึงมีการยืมเงินจากญาติพี่น้องหลายราย ส่งผลให้ปัญหาไม่ได้กระทบเพียงครอบครัวเดียว แต่ลุกลามไปยังครอบครัวอื่นด้วย
มารดา จ่าดิว กล่าวอีกว่า หนี้ในระบบที่อดีตลูกสะใภ้กู้ยืมไว้น่าจะมีมูลค่าหลักล้านบาท ส่วนหนี้นอกระบบอยู่ที่เกือบแสนบาท โดยบางครั้งลูกชายต้องนำเงินของตนเองไปใช้หนี้แทน สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ปกติไม่ได้มีปากเสียงกันบ่อย แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาจะเกิดจากเรื่องเงินเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีที่ลูกชายต้องรับภาระหนี้สินแทนส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลอื่นนั้น ยืนยันว่าไม่ทราบข้อเท็จจริง เป็นเพียงคำบอกเล่าปากต่อปากเท่านั้น ก่อนเกิดเหตุประมาณเวลา 14.30 น. ของวันก่อนหน้า ทราบเพียงว่าลูกชายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา จนเกิดอารมณ์โมโห หลังจากนั้นไม่ทราบว่าลูกชายออกจากบ้านไปพร้อมอาวุธปืน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรอยากฝากถึงอดีตลูกสะใภ้หรือไม่ มารดาจ่าดิวได้ส่ายหน้าและกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่ขอคบ ขออยู่ในส่วนของตนเอง ตัดขาดแล้ว” แต่ยอมรับว่าหน้าที่ในฐานะยายยังคงต้องดูแลหลานทั้งสองคนต่อไป
กรณีลูกชายของตนเป็นผู้กระทำผิดในคดีนี้ พร้อมน้อมรับคำวิจารณ์จากสังคม แต่อยากให้สังคมรับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน โดยย้อนเล่าว่า ลูกชายเคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาเป็นเวลานาน ก่อนที่ครอบครัวจะช่วยกันฟื้นฟูสภาพจิตใจจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“ตอนนี้แม่คิดในทางธรรมะ มองว่าทั้งสองฝ่ายมีกรรมร่วมกันมา แม่จะช่วยลูกแม่ให้ถึงที่สุด แต่ก็ยอมรับความจริง อยากให้ลูกเริ่มต้นใหม่ และเป็นพ่อที่ดีของลูก” ส่วนเรื่องคดีความ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าศาลจะพิจารณาจากเหตุและผลทั้งหมด พร้อมแสดงความเห็นส่วนตัวต่อข้อหาพยายามฆ่าว่า หากลูกชายมีเจตนาจะเอาชีวิตจริง อาจเกิดเหตุไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวจ่าสิบเอกดิวเข้าห้องควบคุมตัว ก่อนที่มารดาจะยืนยันว่าจะเดินเรื่องประกันตัวลูกชายเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ภูมิภาค-66







