ข่าวภูมิภาค

งดงามทรงคุณค่า! สิมโบราณวัดไชยศรี ขอนแก่น ฮูปแต้มสินไซครบเรื่อง–นรก 7 ขุม

แชร์ข่าว

ขอนแก่นชวนย้อนเวลา สัมผัสมรดกศิลป์อีสาน ชมบนสิมโบราณวัดไชยศรี อายุกว่า 159 ปี ถ่ายทอดวรรณกรรมลุ่มน้ำโขงเรื่อง “สินไซ” ได้อย่างครบถ้วนพร้อมภาพนรก 7 ขุม ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 ม.ค.69 ที่สิมโบราณ ภายในวัดไชยศรี (วัดใต้) บ.สาวะถี ห.8 ต.สาวะถี อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ยังคงมีนักท่องเที่ยวและประชาชนให้ความสนใจเข้าชมฮูปแต้มและกราบขอพรพระประธานซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในสิมโบราณอย่างต่อเนื่อง โดยมีมัคคุเทศก์ของชุมชนคอยให้คำแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม และรายละเอียดของจิตรกรรมฝาผนังภายในสิมแห่งนี้

นายฤทธิรงค์ ศิริภูมิ นายกเทศมนตรีตำบลสาวะถี กล่าวว่า วัดไชยศรีนั้น ได้มีการตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2408 และได้รับพระราชทานวิสงคามสีมาตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2449 ซึ่งอุโบสถ หรือ สิมวัดไชยศรี เป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานที่สร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 มีความโดดเด่นทางด้านงานช่าง 2 ประการ ได้แก่ ทางด้านสถาปัตยกรรม เป็นสิมประเภท สิมทึบ ที่สร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลของช่างญวน ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 3 ห้อง ตั้งอยู่บนฐานสูง มีมุขยื่นด้านหน้า เดิมมุงหลังคาด้วยแผ่นไม้ที่เรียกว่า แป้นเกล็ด มีบันไดทางขึ้นเฉพาะด้านหน้า ราวบันไดทำเป็นรูปม้าก่ออิฐฉาบปูน ผนังด้านข้างเจาะช่องหน้าต่างจริงเฉพาะช่องกลาง

"ด้านนอกของอาคารต่อหลังคาพาไลยื่นออกมา และมีรั้วระแนงไม้ประดับด้วยแผ่นไม้แกะสลักเป็นรูปม้าล้อมรอบ โดยสิมหลังนี้ควบคุมการก่อสร้างโดยหลวงปู่อ่อนสา ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น ต่อมามีการเปลี่ยนทรงหลังคา รื้อม้าประดับราวบันไดและรั้วระแนงไม้ออก และก่อกำแพงแก้วเพิ่มเติมด้านจิตรกรรมฝาผนัง หรือ ฮูปแต้ม โดยฮูปแต้มวัดไชยศรีวาดเต็มพื้นที่ทั้งผนังด้านนอกและด้านในของสิม ใช้เทคนิคทาสีขาวรองพื้นก่อนร่างภาพ แล้วระบายด้วยสีฝุ่นวรรณะเย็น เช่น สีคราม เหลือง ขาว เขียว น้ำตาล และดำ เนื้อหาหลักเป็นวรรณกรรมลุ่มแม่น้ำโขงเรื่อง สังข์ศิลป์ชัยหรือ สินไซ"

นายฤทธิรงค์ กล่าวต่อว่าจุดเด่นสำคัญของฮูปแต้มวัดไชยศรี คือ การถ่ายทอดเรื่องสินไซที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แม้การลำดับภาพและเรื่องราวจะไม่ต่อเนื่องกันทั้งหมด แต่ช่างได้ใช้วิธีบรรยายภาพด้วยอักษรไทยน้อยประกอบ สันนิษฐานว่าหลวงปู่อ่อนสาได้ศึกษาเนื้อหาจากหนังสือผูกใบลาน แล้วกำหนดตำแหน่งภาพก่อนการวาด สำหรับจิตรกรหรือ ช่างแต้ม เป็นช่างจากอำเภอบรบือ จ.มหาสารคาม นำโดยนายทอง ทิพย์ชา และคณะ นอกจากเรื่องสินไซแล้ว ผนังด้านนอกของสิมยังปรากฏภาพพระพุทธรูปประทับนั่งเหนือซุ้มหน้าต่าง และภาพนรกภูมิที่ผนังด้านหน้า ส่วนผนังด้านในแบ่งเนื้อหาตามทิศ ได้แก่ ทิศใต้ เป็นฉากการสู้รบระหว่างสินไซกับกองทัพยักษ์กุมภัณฑ์ ทิศเหนือ เป็นฉากการสู้รบระหว่างสินไซกับกองทัพวรุณนาค ทิศตะวันตก เป็นภาพม้วนชาดกเพื่อเฉลยชาติกำเนิดของตัวละครในสมัยพุทธกาล เช่น สินไซคือพระพุทธเจ้า ยักษ์กุมภัณฑ์คือพระโมคคัลลานะ สังข์ทองคือพระสารีบุตร สีโหคือพระอานนท์ และนางสุณณทาคือนางวิสาขา และทิศตะวันออก บริเวณเหนือประตูทางเข้า เป็นภาพยักษ์กุมภัณฑ์ไปสู่ขอนางสุมณฑา ซึ่งเป็นตอนจบของเรื่องทั้งหมด

"อุโบสถวัดไชยศรีได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 118 ตอนพิเศษ 127 ง วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2544 มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ 3 งาน 29.7 ตารางวา พระประธานภายในสิมเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้นแบบนูนต่ำ ทาสี ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี วัดไชยศรีจะจัดงานประเพณีสงกรานต์ดั้งเดิม ระหว่างวันที่ 13–15 เมษายน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีเสียเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์โบราณ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุด มักจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและรับสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ไทยนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูปโบราณ โดยอัญเชิญพระพุทธรูปไม้โบราณลงมาให้ประชาชนได้สรงน้ำ บายศรีพระภิกษุและผู้สูงอายุเพื่อขอขมาและรดน้ำขอพรตามวิถีอีสาน การก่อเจดีย์ทรายและแห่ดอกไม้ รวมถึงการเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมฮูปแต้มจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสินไซบนสิมโบราณอายุกว่า 159 ปี ซึ่งนับเป็นโบราณสถานสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของจังหวัดขอนแก่น"

#ภูมิภาค-48