ชาวบ้านห้วยแถลงลุกขึ้นทวงคืนปราสาทหลุ่งตะเคียน หลังถูกปิดทางเข้า 3 ด้าน เดินหน้ารังวัดออก น.ส.ล. พร้อมเตรียมฟ้องศาล
วันที่ 21 พ.ย.68 คืบหน้ากรณีที่ชาวบ้านอำเภอห้วยแถลง นครราชสีมา รวมตัวใช้สิทธิชุมชนทวงคืนปราสาทหินโบราณอายุนับพันปี หลังจากที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทได้เข้ามาใช้พื้นที่โบราณสถาน สร้างอาคารปฏิบัติธรรมคร่อมทับลงกลางตัวปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียน ซึ่งชาวบ้านได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ จนกระทั่งกรมศิลปากร มีคำสั่งลงวันที่ 29 กันยายน 2565 ให้รื้ออาคารศาลาปฏิบัติธรรมที่ปลูกสร้างในพื้นที่โบราณสถานออก เพราะเป็นการก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาตอธิบดีกรมศิลปากร แต่ทางที่พักสงฆ์ได้ส่งทนายร้องศาลปกครองให้คุ้มครองคำสั่งรื้อถอนรื้อถอนจนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้ยกคำร้องการคุ้มครองคำสั่งรื้อถอนไปแล้วเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา แต่การดำเนินการรื้อถอนยังคงไม่สามารถทำได้เนื่องจากที่พักสงฆ์ได้ยื่นขอประวิงเวลาเรื่อยมา กระทั่งนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกโบราณสถานและการรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างในเขตโบราณสถานปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน โดยมีนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมด้วยส่วนงานราชการทั้งในระดับจังหวัดและในระดับท้องถิ่นเป็นคณะทำงานจนสามารถรื้อถอนได้จนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา แม้นว่าอาคารฯคร่อมทับลงกลางตัวปราสาท จะถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังประสบปัญหากลุ่มบุคคลผู้อ้างสิทธิ์ถือครองที่ดินดำเนินการกั้นรั้วปิดประตูทางเข้าออกทั้งสามด้าน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ไม่สามารถเข้าพื้นที่เข้าไปทำกิจกรรม หรือประกอบพิธีทางความเชื่อที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนไปยังนายอิทธิพล สุยะลา นายอำเภอห้วยแถลง เพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ที่บริเวณทางเข้าด้านตะวันออกปราสาทหลุงตะเคียน ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง นางสาวพิจารณา การสมมุติ นายช่างรังวัดอาวุโส สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาจักราช พร้อมสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ,เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.ห้วยแถลง ,นางสาวนลิน โรจนวัทธิกร ผู้ก่อตั้งเพจห้วยแถลง และผู้รับมอบสิทธิชุมชนจากชาวบ้าน 720 คน เพื่อทวงคืนปราสาทหลุ่งตะเคียน ,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 และ หมู่ 14 ต.หลุ่งตะเคียน และตัวแทนชาวบ้านทั้งสองหมู่ ร่วมกันลงพื้นที่ดำเนินการรังวัดชี้และรับรองแนวเขตที่ดิน เพื่อดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในบริเวณพื้นที่ปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน หมู่ที่ 14 ตำบลหลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง นคราชสีมา ตามหนังสือ นม 1718/2557 ลงวันที่ 17 พ.ย.2568
ในพื้นที่แปลงที่ดินเลขที่ 7 ระวางที่ 1128 เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนป่าสงวน ป่าพิมาย ต่อมามีการจัดสรรพื้นที่ทำ กินให้ชาวบ้าน โดยเว้นที่ดินบริเวณ โดยรอบปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียนไว้ เป็นพื้นที่ 110 ไร่ 5 ตารางวา โดยระบุเป็นพื้นที่ สาธารณประโยชน์ที่ไม่สามารถจัดสรรให้ผู้ใดสามารถเข้าทำประโยชน์ได้ ซึ่งต่อมา ได้มีกรมศิลปากรขอเข้ามาใช้พื้นที่ จำนวน 97 ไร่ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่โบราณสถานโคกปราสาท แต่ในปัจจุบัน กลับมีที่พักสงฆ์ฯ ได้เข้ามาก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมและที่พักรอบบริเวณโดยอ้างเอกสารสิทธิ์ สค.1 ในการเข้าใช้พื้นที่ จนเกิดเป็นข้อพิพาทเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน-ร้องทุกข์ เกี่ยวกับพื้นที่ ปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน ซึ่งการดำเนินการรังวัดครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้มีส่วนได้เสียยังมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านต่อไปได้
ก่อนเข้าตรวจสอบพบมีการติดป้ายไวนิลที่ประตูทางเข้า ด้านทิศตะวันออก ระบุ "คัดค้านการออก นสล.ทับที่ประชาชน นายอำเภอห้วยแถลงไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ใช้อคติรับฟังข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ทำตามความต้องการพวกพ้อง" คาดว่าเป็นการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้อ้างมีกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะดำเนินการตรวจสอบหมุดหลักเขตได้มีตัวแทนผู้อ้างสิทธิ์ครอบครองที่ดินคอยสังเกตการณ์ โดยรักษาระยะห่างระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด แต่ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งหรือวิวาทะโต้ตอบกันแต่อย่างใด
ด้าน นางสาวนลิน ผู้ก่อตั้งเพจห้วยแถลง และผู้รับมอบสิทธิชุมชนจากชาวบ้าน 720 คน เพื่อทวงคืนปราสาทหลุ่งตะเคียน เผยว่า ชาวห้วยแถลง มีความยินดีมากๆในที่สุดการต่อสู้เพื่อทวงคืนปราสาทสมบัติของชาติ มาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ปี วันนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ให้ความร่วมมือเข้ามาตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกั้นพื้นที่ทางเข้าปราสาท ทั้งสามด้าน โดยผู้อ้างสิทธิ์ครอบครอง ได้อ้างสาเหตุว่าจะถูกรบกวนการครอบครองสิทธิ์ที่ดิน ทำให้เกิดข้อกังขากับประชาชนในพื้นที่ว่าใช้อำนาจหรือสิทธิใดมาปิดกั้นทาง แต่เมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจในวัน จึงมีการเปิดประตูเหล็ก 2 ด้าน คือด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ ส่วนประตูทางเข้าปกติด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทางเข้าหลัก มีการใช้ลวดหนามปิดกั้นถาวร
อย่างไรก็ตามหวังว่าเราจะใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงในวันนี้นำไปพิสูจน์กันบนศาล เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนสามารถเข้าพื้นที่ปราสาทหลุ่งตะเคียน เพื่อประกอบกิจกรรมประกอบพิธีทางศาสนาและความเชื่อต่อไป
#ภูมิภาค-52








