เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ว่ามีปลาทับทิมในกระชังลอยคอหงายท้องตายเป็นจำนวนมากในแม่น้ำป่าสัก เนื่องจากน้ำเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง พื้นที่เกิดเหตุอยู่ที่แพปลาทวีป หมู่ 4 ต.เริงราง อ.เสาไห้ ซึ่งนายทวีป คงอยู่ เจ้าของแพปลา เผยด้วยน้ำตาว่า ปลาที่เลี้ยงไว้กว่า 35 กระชัง ล้วนตายเกือบหมด แม้จะพยายามใช้เครื่องปั๊มออกซิเจนช่วยแต่ก็เอาไม่อยู่ ขณะนี้ได้เร่งนำปลาที่พอขายได้ขึ้นมาน็อกน้ำแข็งขายในราคาถูกกว่าปกติ กิโลกรัมละ 50–60 บาท จากเดิม 80–90 บาท ส่วนปลาที่ตายและเน่าแล้วต้องฝังกลบเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็น สร้างความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท
ด้านนายนันทภพ เมฆดำ ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เปิดเผยว่า เหตุปลาน็อกน้ำเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงตี 2 ของคืนวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยสังเกตเห็นปลาลอยหัวขึ้นมาหายใจเหนือน้ำเป็นจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากน้ำมีกลิ่นเหม็น ขุ่นแดง และมีฟองฟุ้งทั่วลำน้ำ จนปลาขาดออกซิเจนในน้ำอย่างรุนแรง แม้จะใช้เครื่องเติมอากาศก็ไม่สามารถช่วยได้ทัน ทำให้ปลาน้ำหนักรวมกว่า 30 ตันตายยกกระชัง นายนันทภพเผยว่า ทุกหน่วยงานต่างรู้ดีว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่เกษตรกรตัวเล็กๆ ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอำนาจ หรือข้อมูลเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ จึงทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้ คงไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงปลาได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน นางนก (นามสมมติ) แม่ค้ารับซื้อปลาในพื้นที่ เผยว่า ต้องรับซื้อปลาตายจากกระชังไปทำปลาร้าในราคากิโลกรัมละ 4–6 บาท เพื่อช่วยเกษตรกรไม่ให้ขาดทุนทั้งหมด พร้อมบอกว่าน้ำในแม่น้ำป่าสักมีกลิ่นเหม็นผิดปกติบ่อยครั้งในปีนี้ และเริ่มไม่สามารถใช้เลี้ยงปลาได้อีกต่อไป เธอคาดว่าสาเหตุเกิดจากน้ำเสียที่มีสารเคมีหรือสารพิษปนเปื้อน ซึ่งทำให้ปลาในกระชังขาดอากาศหายใจจนตายเกือบหมด จึงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและฟื้นฟูคุณภาพน้ำในแม่น้ำป่าสักโดยด่วน เพื่อไม่ให้วิถีชีวิตเกษตรกรเลี้ยงปลาต้องดับสูญ
#ภูมิภาค-41







