วันที่ 23 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุด วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ พาไปเที่ยวชมวัดโบราณแห่งหนึ่ง ที่วัดกลางวังเย็น ตั้งอยู่ ต.วังเย็น อ.บางแพ จ.ราชบุรี เดิมที่วัดแห่งนี้สร้างเมื่อ รศ.1217 หรือ ประมาณปี พ.ศ. 2392 เนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ ปัจจุบันมีพระครูโสภณอาจารวัตร เป็นเจ้าอาวาสวัด ก่อนหน้านี้วัดได้มีการก่อสร้างจำลองสังเวชนียสถาน หรือ สถานที่สำคัญ 4 แห่งของพระพุทธเจ้า ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้แก่ สถานที่ประสูติ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศเนปาล สถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันคือ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่แสดงปฐมเทศนา ปัจจุบันคือที่เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย และสถานที่ปรินิพพาน ปัจจุบันคือประเทศอินเดีย
บริเวณวัดมีสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามแปลกตา บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ยังมีต้นโพธิ์ตรัสรู้พุทธคยาอินเดีย ที่ทางอดีตพระครูโสภณอาจารคุณ หรือ พระมหาเซียน ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางแพ และอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็นที่มรภาพไปแล้ว ได้นำมาจากประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2522 มาปลูกไว้จนต้นเจริญเติบโตเป็นร่มโพธิ์สวยงาม นอกจากนี้อดีตเจ้าอาวาสยังมีแนวคิดสร้างพระผงเนื้อดินเผาเรียกว่าพิมพระพุทธเมตตานำมาติดไว้ที่บริเวณองค์สถูปสังเวชนียสถาน ซึ่งมีความสูงแห่งละไม่ต่ำกว่า 15 เมตร ติดไว้โดยรอบไม่ต่ำกว่า 100,000 องค์ ทาด้วยสีทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีความสวยงามแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น ๆ ถือเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวในจังหวัดราชบุรี ที่มีการสร้างขึ้น ด้านในแต่ละจุดจะมีประวัติเรื่องราวเกี่ยวข้องกับการประสูติ ตรัสรู้ การแสดงปฐมเทศนา และปรินิพาน บอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระครูโสภณอาจารวัตร เจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็น กล่าวว่า สิ่งก่อสร้างมาจากการหลวงพ่อพระครูโสภณอาจารคุณ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางแพ และอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็น ท่านเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย ไปที่สังเวชนียสถาน ท่านปรารภไว้ว่า โยมที่ไม่ได้ไป ก็อยากเห็นและสัมผัส จึงมีการปรารภที่จะสร้างสังเวชนียสถานขึ้นที่วัด ท่านเคยปรารภไว้ว่าท่านอายุมากแล้วยังไม่เคยสร้างอะไรไว้เลย สิ่งที่ท่านสร้างจะมีสังเวชนียสถานทั้ง 4 หน้าอุโบสถมีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า มีรูปของนางสิริมหามายาประสูติพระโอรส มีรูปพระพุทธเจ้าตอนเด็ก มีดอกบัวมารองรับ ดำเนินได้ 7 ก้าว หมายถึงจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปได้ 7 แคว้นชนบท และชู 1 นิ้วประกาศว่าตนเองกับการเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และประกาศความเป็นเลิศของพระองค์ว่าเป็นหนึ่ง เป็นเลิศประเสริฐที่สุด ข้างพระอุโบสถ เป็นสถานที่พุทธคยาหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ หลังพระอุโบสถจะเป็นที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเป็นครั้งแรก เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ซึ่งนั่งฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ และสถานที่สุดท้ายคือ สถานที่ปรินิพพาน ใครเข้ามาสามารถมากราบขอพรได้ เพื่อให้เกิดความสังเวช ที่เรียกว่าสังเวชนียสถานก็คือ มาแล้วเพื่อให้เกิดความสังเวช เพราะชีวิตของคนที่สุดแล้วก็คือในเรื่องความตาย ถือเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งไว้ โดยพระอานนท์เคยถามทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้ามาแล้วไม่พบพระองค์จะให้ไปที่ไหน ท่านจึงบอกว่าให้ไปที่สังเวชนียสถานทั้ง 4 แต่สถานที่จริงคือ ที่ประเทศอินเดีย ถ้าใครมีโอกาสได้ไปถือเป็นเรื่องที่เป็นบุญเป็นวาสนา ถ้าไม่มีโอกาสได้ไปก็ขอให้มาเยี่ยมชมได้ที่วัดกลางวังเย็นได้
ส่วนพระเนื้อดินเก่าที่ติดไว้ที่สถูป เป็นแนวคิดของอดีตเจ้าอาวาส ท่านไปได้แบบพระจากประเทศอินเดียเห็นว่าสวยดี จึงนำมาทำเป็นแบบปั๊มเป็นดินเผา นำมาแปะติดที่สถูปให้เกิดความสวยงาม มีความเข้มขลัง น่าจะประมาณถึง 1 แสนองค์ ส่วนต้นโพธิ์ต้นนี้ อดีตเจ้าอาวาสยังได้นำมาจากประเทศอินเดียเพียงต้นเดียวมาปลูกไว้ ซึ่งท่านพระครูโสภณอาจารคุณ หรือ พระมหาเซียน เพิ่งมรณะภาพไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ท่านมีอายุ 85 ปี 63 พรรษา จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจด้านการท่องเที่ยวแบบมีประวัติศาสตร์ อยากให้มาเรียนรู้ในวิถีของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสังเวชนียสถาน เป็นอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเรียนรู้
#ภูมิภาค-35








