กรมบังคับคดีแถลงผลสำรวจความเชื่อมั่นและพึงพอใจของประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภาพรวมคะแนนพุ่งแตะ 97.20% รักษาระดับเกณฑ์ "มากที่สุด" ได้อย่างเหนียวแน่น เผยงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีครองแชมป์ความพึงพอใจสูงสุด พร้อมเดินหน้ายกระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดตัว "IMPACT Model" และระบบ AI อายัดทรัพย์ มุ่งยกระดับองค์กรสู่ดิจิทัลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
วันที่ 15 ก.ค.2569 นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมกับคณะผู้วิจัยจาก บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด แถลงผลการดำเนินงานใน "โครงการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569" โดยภาพรวมผลการสำรวจพบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีสูงถึงร้อยละ 97.20 ซึ่งยังคงรักษามาตรฐานความเชื่อมั่นในเกณฑ์ระดับ "มากที่สุด" ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และมีค่าคะแนนเฉลี่ยดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
นายเสกสรร เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของกรมบังคับคดีครอบคลุมทั้งการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชำระบัญชี การวางทรัพย์ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ต้องดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่าย การสำรวจในครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยผู้ประเมินอิสระภายนอก เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 3,389 รายทั่วประเทศ ผ่านวิธีสะท้อนผล 3 รูปแบบ คือ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดสนทนากลุ่ม เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุงการบริการตามแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ฉบับปรับปรุง ภายใต้ “นโยบายบริหารราชการ 5 ด้าน และการขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 7Gs” ที่มุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปลอดทุจริต และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คณะผู้วิจัยจาก บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด ระบุว่า การวิจัยครั้งนี้ครอบคลุม 6 กระบวนการหลักของกรมบังคับคดี โดยผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนความสำเร็จในแต่ละด้าน ดังนี้ 1. สถิติด้านความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ภาพรวมความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.20 กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ร้อยละ 98.80 (คะแนนสูงที่สุด) กระบวนการวางทรัพย์ ร้อยละ 97.80 กระบวนการบังคับคดีแพ่ง ร้อยละ 97.60 กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ร้อยละ 96.80 กระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด ร้อยละ 96.40 กระบวนการบังคับคดีล้มละลาย ร้อยละ 95.20
2. สถิติด้านความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการ ภาพรวมความพึงพอใจ ร้อยละ 88.20 กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ร้อยละ 90.60 (คะแนนสูงที่สุด) กระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด ร้อยละ 88.60 กระบวนการบังคับคดีแพ่ง ร้อยละ 88.20 กระบวนการวางทรัพย์ ร้อยละ 88.00 กระบวนการบังคับคดีล้มละลาย ร้อยละ 88.00 กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ร้อยละ 85.80
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า จุดเด่นที่ทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมั่นในระดับสูง มาจากการปฏิบัติงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความเชี่ยวชาญของบุคลากร ตลอดจนความสุภาพและใส่ใจในการอธิบายขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ประชาชนในการลดความขัดแย้ง ประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่าย โดยเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความโปร่งใสได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป คณะผู้วิจัยได้เสนอแนะแนวทางยกระดับคุณภาพการบริการผ่านการขับเคลื่อน "IMPACT Model" ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ I (Integrated Digital Service) การบูรณาการระบบบริการดิจิทัลและข้อมูล M (Management Standardization): การกำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการและการให้บริการP (Process Excellence) การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ A (Accessibility and Citizen-Centered Service) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง C (Communication and Collaboration) การพัฒนาการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน T (Transparency and Trust) การเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวจะถูกนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนา 6 กระบวนการสำคัญ โดยมุ่งเน้นการลดขั้นตอน ระยะเวลาการทำงาน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมการจัดการหนี้ การฟื้นฟูกิจการ และเร่งการหมุนเวียนทรัพย์สินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ รวมถึงนักลงทุน ตลอดจนเอื้อต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน
นายเสกสรร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ความสำเร็จและการพลิกโฉมองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเป็น "ภาพจำเชิงลบ" ของประชาชนในอดีต เช่น คำวิจารณ์เรื่องการยึดทรัพย์ช้า จ่ายเงินช้า และกระบวนการที่ใช้เวลานานว่า ที่ผ่านมาคดีค้างเก่ามีหลายแสนคดี เนื่องจากระบบเดิมเจ้าหน้าที่ต้องออกไปรังวัดที่ดิน ดูหลักหมุด ณ สถานที่จริง ทำให้วันหนึ่งทำได้เพียงเรื่องเดียว แต่ปัจจุบันกรมบังคับคดีได้เปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัล เกือบเต็มรูปแบบ โดยคู่ความสามารถทำเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ได้จากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา (Anywhere, Anytime) ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินผ่านระบบ "Landmap" ทำให้เกิดความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย และเมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดแล้ว ก็มีระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้คู่ความได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้คะแนนความเชื่อมั่นในปีนี้รักษาระดับเกรด 4 หรืออยู่ในเกณฑ์ "มากที่สุด" ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา
3 ภาพจำใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อกรมบังคับคดีสูงสุด 1.การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่อผู้รับบริการอย่างเท่าเทียม (โดดเด่นเป็นอันดับ 1) 2.การบริหารจัดการกระบวนการและฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานสากล และ3.การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบคดีมีจำนวนสูงมาก และกำลังเจอทางตันในกระบวนการขายทอดตลาด เนื่องจากทรัพย์ที่ยึดมาได้ไม่มีคนซื้อ หรือผู้ซื้อไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ทางกรมฯ จึงชู "กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" เป็นวาระเร่งด่วน โดยจับมือกับ 33 สถาบันการเงิน ภายใต้ข้อตกลง 3 ประการ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ได้แก่ 1.ไม่ยึดทรัพย์เพิ่ม หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจา 2.งดการขายทอดตลาด ไว้ชั่วคราว (1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่กำลังจะโดนยึดบ้านเพื่อบรรเทาความทุกข์ใจ และ3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายจริง (เช่น จากผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ลดเหลือ 2,500 - 3,000 บาท)
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนพัฒนาระยะกลางและระยะยาว กรมบังคับคดีเตรียมผลักดันระบบ Electronic & AI เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายจะนำ AI เข้ามาช่วยใน "กระบวนการอายัดทรัพย์" ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของคดีทั้งหมด การใช้ AI จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ลงอย่างมหาศาล เพื่อให้บุคลากรสามารถย้ายไปโฟกัสงานบริการด้านอื่นที่จำเป็นได้มากขึ้น
ขณะที่ด้านคณะผู้วิจัยฯได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใน 2 มิติสำคัญ 1.เชิงปริมาณ (การสื่อสาร) ผลวิจัยพบว่า พฤติกรรมประชาชนเปลี่ยนไปรับสื่อสมัยใหม่มากขึ้น แต่การรับรู้งานของกรมฯ ในช่องทางเหล่านั้นยังอยู่ระดับปานกลาง จึงเสนอให้กรมฯ ปรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านช่องทาง Facebook, Line และ TikTok หรือสร้าง Influencer ของหน่วยงานเพื่อเปลี่ยนเรื่องกฎหมายที่เข้าใจยากให้เข้าถึงง่ายขึ้น และ 2.เชิงคุณภาพ เร่งลดความซับซ้อนและลดระยะเวลาในกระบวนการบังคับคดีแพ่งและล้มละลายในแผนระยะสั้น พร้อมจัดทำแผนงบประมาณรองรับระบบเทคโนโลยีและ AI ในแผนระยะยาวตามแนวทาง "IMPACT Model" เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน








