วันที่ 24 มิ.ย.69 นายชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิสโมสรมิตรภาพวัฒนธรรมสากล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต ระบุว่า...
พระอภัยมณี - ศรีสุวรรณ มาจากไหน : สุนทรภู่นำสามก๊ก ศึกโจรโพกผ้าเหลืองและศึกหน้าผาแดงมาเป็นฉากหนึ่งในพระอภัยมณี
ถ้าหาก พระอภัยมณี ได้แรงบันดาลใจมาจาก จางเหลียง / เตียวเหลียง เสนาธิการคนสำคัญของ หลิวปัง / เล่าปัง จากเรื่องไซฮั่นแล้ว จากฉากตอนจางเหลียงขึ้นไปเป่าปี่เพลงพื้นบ้านชาวฌ้อทำเอาทหารฝ่ายฌ้อโหยหาอาลัยคิดถึงบ้านเกิดเพราะรบทัพจับศึกมายาวนานถึง 4 ปี จนใกล้ถึงวาระสุดท้ายความพ่ายแพ้กำลังจะมาถึงจากทัพใหญ่จนเหลือไพร่พลกลไกรลดน้อยถอยลงจนจะแตกทัพ
แล้ว "ศรีสุวรรณ" ผู้น้องพระอภัยมณีละ สุนทรภู่ได้แรงบันดาลใจมาสร้างจินตาการจากเรื่องไหน แน่นอนก็ย่อมไม่พ้นเรื่องไซฮั่นอีกนั่นแหละ ตัวละครที่เชี่ยวชาญการณ์ศึกสงครามก็ต้องเป็น ฌ้อปาอ๋อง ผู้เป็นเทพแห่งสงครามมีวิทยายุทธล้ำเลิศเชี่ยวชาฯในเพลงกระบี่กระบองเป็นอย่างยิ่ง ในการสงครามครั้งหนึ่ง ฌ้อปาอ๋อองถูกล้อมยิงด้วยธนู แต่ก็ปลอดภัยมาได้เพราะฝีมือกระบองที่เชี่ยวชาญ
"พระเจ้าฌ้อปาอ๋องไม่ติดตามรีบเดินไปได้ทางประมาณห้าสิบเส้นไม่เห็นตัวข้าศึก เห็นแต่ลูกเกาทัณฑ์ยิงมาถูกทหารล้มตายหลายพัน เหลือทหารอยู่แต่พันหนึ่ง จิวอุน ติดตามฌ้อปาอ๋องก็ถูกลูกเกาทัณฑ์หลายแห่ง และตัวพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้นชำนาญในเพลงตะบองไม่มีผู้ใดเสมอ จึงไม่ถูกลูกเกาทัณฑ์"
พระอภัยมณี - ศรึสุวรรณ สำเร็จวิชากลับมากรุงรัตนา ถูกรพะราชบิดาไล่ออกจากเมืองเพราะร่ำเรียนวิชาไม่ตรงตามประสงค์ สองศรีพี่น้องพเนจรออกจากเมืองไปจนถึงชายแดนด่านสิงขรซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญนอกจากเรื่องพระอภัยมณียังมีในเสภาขุนช้าง-ขุนแผน ตอน"ตีดาบซื้อม้าหากุมารผ่าท้องนางบัวคลี่" ซึ่งอยู่ในย่อมย่านเดียว โดยเฉพาะออกทะเลไปทางด่านสิงขรจนพบกับสามพรามหณ์และถูกนางยักษ์ลักพาตัวไปกระทำชำเราได้บุตรเป็นสินสมุทรอยู่กินกันจนถึง 7 ปี
ฉากด่านสิงขร สุนทรภู่อาศัยฉากทะเลอันดามันผสมกลิ่นอายตอนต้นเรื่อง "สามก๊ก" ที่สุนทรภู่พูด "ด่านมหิงสิงขร"
"พอได้ยินเสียงระฆังข้างหลังเขา
เห็นผู้เฒ่าออกจากชะวากผา
ดูสรรพางค์ร่ายกายแก่ชรา
แต่ผิวหน้านั้นละม้ายคล้ายทารก"
ในสามก๊กตอนกล่าวถึง "เตียวก๊ก" หัวโจรโพกผ้าเหลืองมีความตอนหนึ่งว่า "เตียวก๊กนั้นไปเที่ยวหายาบนภูเขา พบคนแก่คนหนึ่ง ผิวหน้านั้นเหมือนทารก"
อีกฉากใหญ่สำคัญในเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่จินตนาการผ่านเรื่องสามก๊ก คือเมื่อเจ้าลังกากับอุศเรนยกทัพมาตีเมืองผลึก (เกาะถลาง-ภูเก๊ต) นางวาลีวางแผนการรบให้พระอภัยมณีทำท่าทีแพ้ถอยหนี่ไป เมื่อทัพเรือเจ้าลังกาเข้ามาคลาดคล่ำอยู่ในเมือง นางวาลีกับสุวรรณมาลีก็ปล่อยกำปั่นติดไฟเข้าไปติดลุกไหม้กองทัพเรือของเจ้าลังหาสังเวยยุทธนาวีด้วยไฟ ความตอนนี้ก็โยงได้กับตอน "โจโฉแตกทัพเรือ" ในสามก๊ก
"ส่วนสุวรรณมาลีศรีสมร
เป็นทัพซ่อนซุ่มสมอารมณ์หมาย
จึงขับไพร่ให้ล้อมเลียบหาดทราย
แล้วตัดสายสมอใหญ่จุดไฟโพลง
ผลักกำปั่นหันกลับทับปะทะ
ล้วนเกะกะปะกันควันโขมง
นางวาลีที่อยู่ห้องท้องพระโรง
เห็นเพลิงโพลงพลอยให้ปืนใหญ่ยิง"
เจ้าลังกาและอุศเรนแตกทัพพระอภัยมณีจับอุศเรนได้ คิดจะปล่อยไป นางวาลีเกรงว่าหากปล่อยอุศเรนกลับไปก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่าเดี๋ยวพอฟื้นกำลังก็จะกลับมาทำสงครามล้างแค้นอีก ถึงแม้พระอภัยมณี จะเจรจาการทูตอย่างนิ่มนวลพิศดูก็รู้ทีจึงกล่าวว่า
"จึงสุนทรอ่อนหวานชาญฉลาด
เราเหมือนญาติกันดอกน้องอย่างหมองศรี
เมื่อแรกเริ่มเดิมก็ได้เป็นไมตรี
เจ้ากับพี่เล่าก็รักกันหนักครัน
มาขัดข้องหมองหมางเพราะนางหนึ่ง
จนได้ถึงรบสู้เป็นคู่ขัน
อันวิสัยในพิภพแม้นรบกัน
ก็หมายมั่นจะใคร่ได้ชัยชนะ
ซึ่งครั้งนี้พี่พาเจ้ามาไว้
หวังจะได้สนทนาวิสาสะ
ให้น้องหายคลายเคืองเรื่องธุระ
แล้วก็จะรักกันจนวันตาย
ทั้งกำปั่นบรรดาโยธาทัพ
จะคืนกลับให้ไปเหมือนใจหมาย
ทั้งสองข้างอยู่ตามความสบาย
เชิญภิปรายโปรดตรัสสัตย์สัญญา"
ถึงอุศเรนได้ความ แต่นางวาลีไม่ปล่อยให้อุศเรนไปได้จึงแกล้งยั่วให้อุศเรนอับอายคับแค้นใจตาย ความก็คล้าย ๆ ขงเบ้ง ยั่วยุ อองลอง ให้ได้อายขายหน้าตกม้าตาย และยิ่งคล้ายขงเบ้งยั่วจิวยี่ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้าจนรากเลือดตาย
อุศเรนตายไปพร้อมความแค้นกลายเป็นปีศาจมาเข้าสิงนางวาลีจนนางวาลีถึงแก่ความตาย ความนี้ตรงกับสามก๊กตอนที่กวนอูเสียเมืองเกงจิวถูกลิบองจับได้แล้วซุนกวนประหารกวนอูเสี กวนอูแค้นใจกลายเป็นปีศาจมาเข้าสิง ลิบองจนลิบองถึงแก่ความตาย
ที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวนางวาลีแต่ต้นจนตายนั้น สุนทรภู่เอาเค้ามูลมาจากสามก๊กฉากต่าง ๆ มาสานต่อเติมกันจนเป็นฉากที่สนุกสนานฉากหนึ่งในพระอภัยมณี
โยงถึงพระฤษีแห่งเกาะแก้วพิสดารหน่อย โยคี หรือ พระฤาษี เป็นนักบวชชรา ถือลัทธิบูชาไฟ มีอายุได้พันปีเศษ บำเพ็ญศีลอยู่ที่เกาะแก้วพิสดารมาเป็นเวลานาน มีมนต์วิเศษหลายอย่าง สามารถปราบภูตผีปีศาจได้ พวกเรือแตกหลายชาติหลายภาษา เช่น แขก จีน ฝรั่ง ไทย ชวา มาอาศัยอยู่ด้วยนับร้อยคน คนเหล่านั้นตอบแทนคุณด้วยการดูแลปรนนิบัติรับใช้โยคี เมื่อ พระอภัยมณี กับ สินสมุทร พากันหนี นางผีเสื้อสมุทร มาถึงเกาะแก้วพิสดาร โยคีก็ให้อาศัยอยู่ด้วย ครั้นคนทั้งสองจากไป โยคีก็ช่วยดูแล นางเงือก ภรรยาคนหนึ่งของพระอภัยมณี จนนางคลอดลูกและโยคีก็ได้ช่วยเลี้ยงดูจนเติบโตพร้อมทั้งสั่งสอนวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้ลัทธิบูชาไฟ เป็นลัทธิที่ให้กำเนิดราชวงศ์หมิง เชื่อว่า จูหยวนจาง ปฐฮ่องเต้ราชวงศ์เป็นคนของ ลัทธิเม้งก่า หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ลัทธิบูชาไฟ" เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงอย่างมากมีต้นกำเนิดจากศาสนามณี (Manichaeism) ซึ่งก่อตั้งโดยศาสดามณีในดินแดนเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) เผยแผ่เข้าสู่ประเทศจีนผ่านเส้นทางสายไหมในช่วงศตวรรษที่ 7 ตรงกับสมัยราชวงศ์ถังความหมายของชื่อ "เม้งก่า" ในสำเนียงแต้จิ๋ว หรือ "หมิงเจี้ยว" ในภาษาจีนกลาง แปลตรงตัวว่า "ศาสนาแห่งแสงสว่าง" และคำว่า "หมิง" อันเป็นชื่อรางวงศ์ก็แปลว่า แสงสว่าง
เรื่องภูมิศาสตร์ สุนทรภู่ ของ กาญจนาคพันธุ์ยังมีเรื่องผีเสื้อยักษ์เกาะกาวิน มนเรื่องพระอภัยมณี ตอนที่สุดสาครไปอยู่เมืองการเวก (ซึ่ง กาญจนาคพันธุ์วางไว้ที่เมืองไทนบุรี) หลายปีแล้วคิดถึงพระบิดาจึงออกตามหาพระอภัยมณี จึงเดินเรือไปถึงเกาะกาวิน
เกาะกาวินเป็นถิ่นผีเสื้อยักษ์ ยักษ์เมื่อได้กลิ่นมนุษย์ก็จะโฉบโลบเอาไปกินแต่สุดสาครก็จัดการปราบเสียได้ คุณทองแถม นาถจำนง ได้เอกสารแผนที่ซีรรอกซ์มาจากฝรั่งคลั่งสยามคุณไมเคิล ไรท์ คาดว่าวาดขึ้นสมัยราชวงศ์หมิง และแผนทีดังกล่าวที่จะเกี่ยวพันโยงใยถึงเกาะกาวินอยู่แห่งหนึ่ง ที่ปลายแหลมมลายูนั้น ภาษาจีนเรียกว่า "หม่าซื่อเจีย" ซึ่งก็คงหมายถึงมะละกา ที่คุณทองแถม นาถจำนงอธิบายเพิ่มเติมว่า "หม่าซื่อเจีย แต่โบราณเรียกเกอหลัวว่านซา ที่นี่มักมีมังกรบิน...มังกรบินยาวสี่ห้าเซียะ ชาวบ้านมักจะยิงเอา"
มังกรบินเมืองเกอหลัวว่านซา อาจจะเกี่ยวกับ ผีเสื้อเกาะกาวินซึ่งกไม่ไกลกับเมืองการเวก ที่เห็นเค้ามูลโยงใยถึงความรอบรู้ของมหากวี "สุนทรภู่" ที่แสวงหาความอย่างก้าวไกลยิ่งนัก
เขียนมาร่วมเดือน และเกือบทุกปียังเรื่องให้เขียนอีกต่อเนื่องมากมาย อ่านเอาสนุกอย่างถือสาหาความเป็นวิชาความรู้อะไรประสานักเลงนอนฝันเป็นสันดานคนหนึ่งก็เท่านั้น ใครจะเอาไปใช้ต่อก็ตามสะดวกไม่สงวนลิขสิทธิ์
#พระอภัยมณี #NeverDies #MakeIoveNotWar








