“รมช.ปิยะรัฐชย์” เปิดประชุมชมรมสหกรณ์การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2569 ชูระบบสหกรณ์ หัวใจการขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรแดนอีสาน
วันที่ 19 มิ.ย.69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชมรมสหกรณ์การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนงานสหกรณ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายรัฐ คลังแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจเด็ศ จันทรา เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นายสำราย นิลกิ่ง ประธานชมรมสหกรณ์การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการ และผู้แทนสหกรณ์การเกษตรจาก 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 600 คน ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประดับฟ้า โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกร โดยเฉพาะ “ระบบสหกรณ์” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย ซึ่งในปี 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและยกระดับเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการผลผลิต การรวบรวมและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า การเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์
จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายแนวทางการส่งเสริมการยกระดับสินค้าสหกรณ์แก่ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระบุว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเน้นการพัฒนาสถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร (Agricultural Service Providers) สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครอบคลุมการจัดหาปัจจัยการผลิต การให้บริการเครื่องจักรกล การรวบรวมและแปรรูปผลผลิต การบริหารจัดการคลังสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับสินค้าสหกรณ์จากสินค้าเกษตรขั้นต้นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP การพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ การส่งเสริมการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ ตลอดจนการพัฒนาแบรนด์ การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรของสหกรณ์และเกษตรกร
พร้อมกันนี้ รมช.ปิยะรัฐชย์ ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC+) ให้เป็นศูนย์กลางการรวบรวม คัดแยก เก็บรักษา และกระจายสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับระบบโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาด และการพัฒนาโรงคัดบรรจุผลไม้ของสถาบันเกษตรกรให้ได้มาตรฐานรองรับการส่งออก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล
“นโยบายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสหกรณ์ให้ดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้สหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก้าวสู่การเป็นองค์กรเศรษฐกิจของชุมชนที่ทันสมัย เข้มแข็ง และสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับสากล เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกร ตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของภูมิภาคให้เติบโตในระยะยาว” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว
จากนั้น รมช.ปิยะรัฐชย์ ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนชมรมสหกรณ์การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มอบทุนการศึกษาแก่สถานศึกษาในพื้นที่ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านคางฮุง โรงเรียนหนองตอกแป้นหนองมั่นวิทยา โรงเรียนคำนางตุ้ม-โนนสวรรค์ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด และโรงเรียนวัดมิ่งเมือง รวมทั้งได้เยี่ยมชมนิทรรศการและบูธจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพจากสหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนำผลิตภัณฑ์เด่นมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน อาทิ ข้าวหอมมะลิคุณภาพพิเศษ กาแฟ น้ำตาลโตนด ไข่เป็ด ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าแปรรูปทางการเกษตรต่าง ๆ เป็นต้น
ด้าน นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46 ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด จำนวน 986,807 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณตอนล่างของจังหวัด อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอพนมไพร อำเภอหนองฮี และอำเภอโพนทราย เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่ ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดร้อยเอ็ดประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ การทำนาข้าว โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 3,157,875 ไร่ พันธุ์ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ ภาวะเศรษฐกิจการค้าทั่วไปของจังหวัดขึ้นอยู่กับภาคเกษตรเป็นหลัก สินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อยโรงงาน และพืชผักต่างๆ
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยจัดสรรงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนให้แก่สหกรณ์ จำนวน 5 แห่ง รวมวงเงิน 7,597,800 บาท สำหรับจัดหาอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น อาทิ ฉางเก็บผลผลิต ลานตาก เครื่องชั่ง รถตัก และรถโฟล์คลิฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวม จัดเก็บ และบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงินรวม 236,950,000 บาท ให้แก่สหกรณ์จำนวน 28 แห่ง เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของสหกรณ์ รวมทั้งสนับสนุนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 34,960,000 บาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกรจำนวน 46 แห่ง สำหรับนำไปเป็นทุนในการจัดหาปัจจัยการผลิตและให้บริการแก่สมาชิก ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาส ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านงบประมาณและแหล่งทุนแล้ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากรสหกรณ์ ผ่านการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์สามารถนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ได้อีกด้วย








