จังหวัดชุมพรได้รับการยกระดับสู่พื้นที่ต้นแบบการพัฒนากาแฟโรบัสต้าคุณภาพของประเทศ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการวิจัย เทคโนโลยี และการส่งเสริมการเกษตร พัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด เกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
วันที่ 12 ก.ค.69 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิตกาแฟคุณภาพ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรนำหลักเกษตรเชิงฟื้นฟูมาประยุกต์ใช้ในการจัดการสวนกาแฟ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทย ซึ่งจังหวัดชุมพรนับเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในต้นแบบสำคัญ คือ สวนจันทิวา อำเภอเมืองชุมพร ที่ได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพ ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพของผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้าจังหวัดชุมพร” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมดำเนินงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของการดำเนินงานเกิดจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการเมล็ดกาแฟหลังการเก็บเกี่ยวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลเชอร์รี่ที่มีคุณภาพ การแปรรูปที่ถูกสุขลักษณะ การควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ไปจนถึงการนำนวัตกรรม ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้าควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ มาใช้ในการลดข้อจำกัดจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของจังหวัดชุมพร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพเมล็ดกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ ลดความเสียหาย และยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่กาแฟคุณภาพพิเศษ นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของผู้ผลิตกาแฟในจังหวัดชุมพร โดยมีเกษตรกรจาก 10 กลุ่มผู้ผลิตร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ฝึกปฏิบัติจริง และพัฒนากระบวนการแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ด้านรสชาติ เพิ่มมูลค่าผลผลิต และยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้าของจังหวัดชุมพร
สำหรับแนวทาง เกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในสวนกาแฟนั้น มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสุขภาพดิน เพิ่มอินทรียวัตถุและความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร อนุรักษ์หน้าดิน และแหล่งน้ำ รวมถึงส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพภายในสวนผ่านการปลูกไม้ร่มเงาและพืชร่วม ซึ่งช่วยรักษาความชื้น เพิ่มธาตุอาหาร และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ในพื้นที่จังหวัดชุมพรที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้น
การดำเนินงานตามแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟูยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินและชีวมวล เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ และเสริมความแข็งแรงให้ต้นกาแฟสามารถปรับตัวต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กันนั้น ยังมีการพัฒนากระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวด้วยโรงตากและตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียจากสภาพอากาศ ลดการใช้พลังงาน และรักษาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้สามารถผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษ (Specialty Robusta) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และตอบสนองความต้องการของตลาดกาแฟคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ผลลัพธ์ของการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะการแปรรูป และการใช้นวัตกรรม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษที่มีคะแนนการชิม (Cupping Score) ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป อันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาสทางการตลาด และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ความสำเร็จของสวนจันทิวา จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนากาแฟโรบัสต้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และการส่งเสริมการเกษตรเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสามารถดำเนินควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล และเป็นโมเดลสำคัญในการขยายผลสู่พื้นที่ปลูกกาแฟแห่งอื่นของประเทศไทย เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล








