เกษตร

เปิดตัว “Chlorella vulgaris KU-01” จุลสาหร่ายไทยต้นแบบอาหารสัตว์–พลังงานสะอาด

แชร์ข่าว

รองนายกฯ และ รมว.อว. ร่วมเปิดตัว “Chlorella vulgaris KU-01” นวัตกรรมวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน ขับเคลื่อนความมั่นคงอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ ความสำเร็จของนักวิจัยไทยในการพัฒนาจุลสาหร่ายสายพันธุ์จดทะเบียน “Chlorella vulgaris KU-01” สู่การเป็นวัตถุดิบโปรตีนสูงสำหรับอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้า และต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ–เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) พร้อมใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วนเพื่อรับมือวิกฤตโลก

วันที่ 8 เม.ย.69 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนสูง และวัตถุดิบสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน จากจุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU-01

การแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการ และสะท้อนความสำคัญของงานวิจัยไทยในระดับนโยบายประเทศ พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเปิดงานและตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท แอดวานซ์ ไบโอคาร์บอน จำกัด (ABC) ที่ร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์จุลสาหร่ายซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งด้านโปรตีน น้ำมันชีวภาพ และการเพาะเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม จนได้สายพันธุ์ Chlorella vulgaris KU-01 ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสายพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานและความพร้อมในการขยายผลสู่การใช้จริงในระดับประเทศ

ท่ามกลางสถานการณ์ปี 2569 ที่ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจจากวิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานโลก การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคปศุสัตว์และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงเป็นคำตอบสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า ทั้งด้านวัตถุดิบโปรตีนและพลังงานทดแทนภายในประเทศ

จุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU-01 มีศักยภาพโดดเด่นในการผลิตน้ำมัน โดยให้ผลผลิตสูงกว่าปาล์มน้ำมันถึง 16 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองถึง 213 เท่า ในพื้นที่เท่ากัน ขณะเดียวกันยังมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 50–70% ของน้ำหนักแห้ง จึงสามารถต่อยอดได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหารสุขภาพ เวชสำอาง และพลังงานสะอาด

ในมิติการใช้ประโยชน์จริง งานวิจัยนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกร ที่สามารถประกอบอาชีพใหม่จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายในระบบบ่อดินต้นทุนต่ำ ผู้ประกอบการ ที่สามารถนำชีวมวลแห้งและน้ำมันสกัดไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ไปจนถึง ภาครัฐ ที่สามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการลดการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

ชีวมวลจุลสาหร่ายแห้งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ไบโอพลาสติก และสารชีวภัณฑ์ทางการเกษตร ขณะที่น้ำมันดิบจากจุลสาหร่ายสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ได้อย่างครบวงจร ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย เนื่องจากมีช่วงแสงที่ยาวและสภาพภูมิอากาศเหมาะสม การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในระดับประเทศจึงมีศักยภาพในการสร้างอาชีพเกษตรกรรมรูปแบบใหม่ และเสริมความยั่งยืนด้านอาหารและพลังงานในระยะยาว

ด้านงานวิจัยเชิงลึก ทีมนักวิจัยจากหลายคณะของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมถ่ายทอดศักยภาพของ KU-01 อย่างครบวงจร ได้แก่

- ดร.นภัส แก้วตระกูลชัย (KAPI) นำเสนอการพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวชีวมวล และการลดต้นทุน CAPEX / OPEX อย่างเป็นระบบ

- รศ. ดร.เกียรติทวี ชูวงศ์โกมล (คณะวิทยาศาสตร์) ถ่ายทอดศักยภาพด้านโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในฐานะซูเปอร์ฟู้ด

- ผศ.สพ.ญ.ดร.วราพร พิมพ์ประไพ (คณะสัตวแพทยศาสตร์) นำเสนอการต่อยอดสู่สูตรอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้เกษตรกร

- ผศ.ดร.ภาณุมาศ อรุณเดชาวัฒน์ และ ผศ.เริงทิวา ทิพยศักดิ์ (คณะวิศวกรรมศาสตร์) นำเสนอการต่อยอดสู่อุตสาหกรรม SAF ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 59.44%

ความสำเร็จของ Chlorella vulgaris KU-01 จึงไม่ใช่เพียงผลงานวิจัยชั้นยอดของนักวิจัยไทย หากแต่เป็น ต้นแบบนวัตกรรมแห่งอนาคต ที่สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด การสร้างอาชีพใหม่ และการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน