เปิดเวทีเสวนาวิชาการ “Roadmap 100 วันแรก” พร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูปเกษตรกรรม อาหาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจโลกสีเขียวในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่
วันที่ 18 มี.ค.69 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนาพิเศษสาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ เรื่อง “Roadmap 100 วันแรก: นโยบายเกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม ที่เริ่มได้ทันที
หลังตั้งรัฐบาล” ในงานการประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 64 ภายใต้แนวคิด “บูรณาการนวัตกรรมและสังคม: ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาดและยั่งยืน” ณ ห้อง 306 ชั้น 3 สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและเกษตรกรรมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วนให้รัฐบาลใหม่เร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรไทย ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกสีเขียวและกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการ ร่วมสะท้อนมุมมองและเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล โดยเน้นการ “ลงมือทำได้ทันที” ควบคู่การวางรากฐานระยะยาว น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี เสนอให้เร่งบูรณาการข้อมูลจากระดับพื้นที่ผ่านกลไกคณะกรรมการอาหารระดับจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลการผลิตและสถานการณ์จริงจากฐานรากเข้าสู่ส่วนกลาง พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหาร (War Room)” ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ พาณิชย์ และอุตสาหกรรม เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรและอาหารอย่างมีเอกภาพ นอกจากนี้ยังเสนอให้กำหนด “จังหวัดนำร่อง” เพื่อทดลองบริหารจัดการแบบบูรณาการให้เห็นผลจริง รวมถึงผลักดันนโยบายเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนวิจัยนวัตกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยรัฐควรมีมาตรการจูงใจภาคเอกชนอย่างชัดเจน
ด้านคุณชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร สะท้อนถึงความท้าทายจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ต้นทุนภาคเกษตรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้เร่งแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำและพลังงาน โดยสนับสนุนการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ในการสูบน้ำเพื่อลดต้นทุน อีกทั้งเสนอให้ปรับโครงสร้างการผลิต ลดรอบปลูกข้าวในพื้นที่ชลประทาน หันสู่พืชเศรษฐกิจที่ตลาดต้องการสูง เช่น ถั่วเหลืองเพื่อลดการนำเข้า พร้อมทั้งเสนอให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท เพื่อแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เน้นย้ำว่า 100 วันแรก รัฐบาลต้องเร่ง “สร้างความเชื่อมั่น” ให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนต่างชาติ ว่าสามารถรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ พร้อมเสนอให้รัฐจัดเตรียมสินเชื่ออัตราพิเศษที่ผูกกับเทคโนโลยีสีเขียวและนวัตกรรม เช่น โซลาร์เซลล์ หรือโดรนการเกษตรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนให้เกษตรกร นอกจากนี้ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI และสมาร์ทโฟน มาใช้ยกระดับมาตรฐานการผลิต การบันทึกข้อมูล และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แบบเรียลไทม์ รวมถึงมองว่าไทยสามารถใช้โอกาสจากวิกฤตโลก ผลิตและส่งออกอาหารสำรองหรืออาหารพร้อมรับประทานที่มีอายุเก็บรักษายาว เพื่อรองรับประเทศที่เผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหาร
ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเกษตรไทยติด “กับดักผลิตภาพต่ำ” การเติบโตติดลบและเผชิญความเสี่ยงภูมิอากาศรุนแรง เสนอให้รัฐปรับการช่วยเหลือเป็น “การจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไข” (Conditional Cash Transfer) เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปรับพฤติกรรม ลดการเผา จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม พร้อมเสนอเร่งจัดทำ “National Traceability Blueprint” ภายใน 100 วัน วางระบบข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับระดับชาติ ตั้ง Policy Lab ทดลองนโยบายจริง และปรับตัวชี้วัดเป็น “รายได้สุทธิ” รวมถึงยกระดับบทบาทรัฐมนตรีเป็น “ผู้บริหารความเสี่ยง” รับมือความผันผวนในอนาคต
ทั้งนี้ เวทีเสวนาได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า การขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 100 วันแรก ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการ “วางรากฐานใหม่” ให้กับระบบเกษตรและอาหารของประเทศผ่านการพัฒนาโครงสร้างข้อมูล การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยี และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบอาหารและการเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว








