เกษตร

ซินเจนทาเปิดเวที Tropical Field Day ขอนแก่น รวมพลังอาเซียนเสริมเกษตรยืดหยุ่นสู้โลกร้อน

แชร์ข่าว

ซินเจนทาจัดงาน Southeast Asia Tropical Field Day ที่ขอนแก่น รวมเกษตรกร นักวิจัย และอุตสาหกรรมกว่า 300 ราย แลกเปลี่ยนแนวทางผลิตพืชผัก ทดสอบนวัตกรรมจริง เสริมความยืดหยุ่นภาคเกษตร รับมือโลกร้อนและความมั่นคงอาหาร

วันที่ 30 ม.ค.69 เกษตรกร นักวิจัย นักศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 300 ราย จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จริงเด้านการผลิตพืชผักภายใต้สภาพอากาศร้อนและชื้นที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมสำรวจบทบาทของนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบภายใต้สภาพการใช้งานจริง ในการเสริมสร้างระบบการเกษตรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น ในงาน Southeast Asia Tropical Field Day - งานสาธิตภาคสนามระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม ณ จังหวัดขอนแก่น

กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักซินเจนทา (Syngenta Vegetable Seeds) ตอกย้ำบทบาทของบริษัทในฐานะพันธมิตรระยะยาวของเกษตรกรและห่วงโซ่คุณค่าภาคการเกษตรในภูมิภาคเขตร้อน โดยกิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจากการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็นเวทีการเรียนรู้ภาคสนามจากแปลงปลูกจริง ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง เกี่ยวกับความท้าทายที่เกษตรกรเผชิญอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช รวมถึงความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักในเขตร้อน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตพืชที่ทนทาน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายณรงค์ รุจิเรขเสรีกุล หัวหน้าฝ่ายการพาณิชย์ ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก ซินเจนทา ประเทศไทย กล่าว         

“ซินเจนทาในฐานะพันธมิตรของอุตสาหกรรม ความรับผิดชอบของเราคือการนำนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบในแปลงจริง และอาศัยการเรียนรู้จากข้อมูล มาช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร ทั้งในเมล็ดพันธุ์ที่นำลงปลูกและการตัดสินใจในแต่ละฤดูกาล”

นวัตกรรมที่พิสูจน์ได้ในพื้นที่จริง

ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ศัตรูพืช และโรคพืช ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านการเพาะปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กิจกรรม Tropical Field Day จึงถูกจัดขึ้นในพื้นที่ที่ความท้าทายเหล่านี้ปรากฏชัดที่สุด นั่นคือแปลงปลูกพืชผักที่มีการเพาะปลูกจริง

ภายในแปลงทดลองภาคสนาม เกษตรกรและนักวิจัยได้ร่วมกันสังเกตและประเมินผลการเจริญเติบโตของพืชภายใต้สภาพอากาศร้อนและชื้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดสำคัญอย่างประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ที่ซินเจนทาทำงานร่วมกับเกษตรกรในการปลูกพืชผักหลากหลายชนิด

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในภาคสนาม มุ่งเน้นประเด็นที่ส่งผลต่อการผลิตโดยตรง อาทิ ความสม่ำเสมอของผลผลิตในการลดความสูญเสีย คุณภาพของผลผลิตต่อโอกาสในการเข้าถึงตลาด และการผสานการจัดการแปลงเพาะปลูกเข้ากับพันธุกรรมของพืช เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพของการผลิตในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอน โดยแปลงปลูกทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงร่วม ที่ทุกฝ่ายสามารถเห็นและประเมินผลจากข้อมูลจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี

แลกเปลี่ยนตรงไปตรงมา เสริมความมั่นใจให้เกษตรกร

นอกจากการทดลองภาคสนาม เกษตรกรยังได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของซินเจนทา ทั้งในประเด็นโซลูชันที่มีการใช้งานอยู่แล้ว และนวัตกรรมที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา การแลกเปลี่ยนดังกล่าวช่วยเสริมความเข้าใจ ลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจในระดับฟาร์ม

ด้วยการนำทีมนักวิจัยและเกษตรกรมาพบกันในพื้นที่ กิจกรรมครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม ที่ยึดหลักความโปร่งใส การทดสอบ ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง รวมถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนระบบการผลิตพืชผักที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้น

“สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความตึงเครียดจากสภาพภูมิอากาศ แรงกดดันจากศัตรูพืช และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ความท้าทายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเป็นจริงที่เกษตรกรต้องเผชิญในทุกฤดูกาล” นายอรุ สินหา หัวหน้าฝ่าย Security First และหัวหน้าฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซินเจนทา กล่าว “การพัฒนาภาคเกษตรในสภาวะเช่นนี้ จึงขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจว่าอะไรใช้ได้ผลในทางปฏิบัติ ในระยะยาว และภายใต้สภาพแวดล้อมการผลิตจริง ดังนั้น การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมได้ร่วมกันสังเกตผลลัพธ์และแลกเปลี่ยนมุมมอง จะช่วยเสริมสร้างการตัดสินใจและมีส่วนช่วยให้ระบบการผลิตพืชผักมีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค”

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับบทบาทสำคัญต่ออนาคตความมั่นคงทางอาหาร

กิจกรรมครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะหนึ่งในภูมิภาคหลักของการผลิตพืชผักในระดับโลก ท่ามกลางโจทย์สำคัญในด้านการเพิ่มผลผลิต ความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

“การผลิตพืชผักที่มีความยืดหยุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยระบบเมล็ดพันธุ์ที่สามารถส่งมอบคุณภาพ ความหลากหลาย และความน่าเชื่อถือให้แก่เกษตรกรได้อย่างสม่ำเสมอ” นางฟรานซีน ซายอค ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมเมล็ดพันธุ์เอเชียและแปซิฟิก (Asia & Pacific Seed Association: APSA) กล่าว “เวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงบริษัทเมล็ดพันธุ์ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า มีบทบาทสำคัญในการขยายผลนวัตกรรมไปสู่การใช้งานในวงกว้าง ช่วยให้ภาคการเกษตรสามารถปรับตัวต่อแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการรักษาประสิทธิภาพการผลิตและความเชื่อมั่นของตลาด”

ท่ามกลางความต้องการอาหารของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกคาดหมายว่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบการเกษตรไปจนถึงหลังปี 2030 โดยข้อมูลจากรายงาน OECD-FAO Agricultural Outlook ระบุว่า อินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกัน จะมีสัดส่วนการเติบโตของการบริโภคอาหารโลกประมาณ 31% ภายในปี 2033 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของประชากรเมืองและรายได้ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคในการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีเสถียรภาพและสามารถรับมือแรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศและตลาดได้ในระยะยาว

ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักซินเจนทา (Syngenta Vegetable Seeds) จะเดินหน้าลงทุนด้านนวัตกรรม คุณภาพ และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการผลิตพืชผักที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น รองรับความต้องการด้านอาหารของภูมิภาคและของโลกในอนาคต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.syngentavegetables.com