เศรษฐกิจจีนประเดิมไตรมาสแรกของปี 2026 ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวพุ่งสูงถึง 5.0% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งนับเป็นระดับเพดานสูงสุดของเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ 4.5% - 5.0% ผลงานที่ยอดเยี่ยมนี้เกิดขึ้นในฐานะปีแรกแห่งการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานที่ปึกแผ่นและความยืดหยุ่นของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในการฝ่ามรสุมและความผันผวนของโลกได้อย่างมั่นคง ความยืดหยุ่นดังกล่าวมีที่มาจากการรักษาความแน่วแน่ในระดับยุทธศาสตร์ การมุ่งเน้นจัดการภารกิจภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และความสามารถในการรู้เท่าทันเพื่อปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเกมการเมืองระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยากลำบาก รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% อย่างไรก็ตาม นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า แม้จะมีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่เศรษฐกิจจีนยังคงมีความยืดหยุ่นสูงและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวต่อไป
ความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่งนี้สะท้อนชัดผ่านการบริหารจัดการนโยบายมหภาคอย่างมีเอกภาพ เพื่อขับเคลื่อน 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน การอุ้มชูภาคธุรกิจ การสร้างสมดุลให้ตลาด และการกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในด้านกลไกทางการเงิน จีนยังคงเดินหน้าสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงอย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรก ยอดการระดมทุนทางสังคมพุ่งสูงถึง 14.83 ล้านล้านหยวน ขณะที่ยอดสินเชื่อสกุลเงินหยวนปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.6 ล้านล้านหยวน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งมีการออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นรวมมูลค่ากว่า 3.1 ล้านล้านหยวน นับเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 เป็นต้นมา
เสถียรภาพของนโยบายยังส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยในไตรมาสแรก มูลค่าเพิ่มทางการผลิตของจีนขยายตัวขึ้นถึง 6.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีสัดส่วนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 32% โครงสร้างอุตสาหกรรมของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การยกระดับคุณภาพการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ขยายตัวขึ้น 8.9% ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตไฮเทคพุ่งสูงถึง 12.5% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยรวมถึง 2.8 และ 6.4 จุดเปอร์เซ็นต์ตามลำดับ นอกจากนี้ จีนยังคงมุ่งมั่นเปิดกว้างสู่สากล ส่งผลให้มีวิสาหกิจต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนฐานข้อมูลกับศุลกากรจีนเพิ่มขึ้นกว่า 6,200 แห่งในไตรมาสแรก ขณะที่จำนวนบริษัทต่างชาติที่มีความเคลื่อนไหวด้านนำเข้าและส่งออกจริงปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 แห่ง ทำให้ยอดรวมขยับสูงขึ้นเป็น 6.9 หมื่นแห่ง
การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการตลาดด้วยการขยายฐานให้มีความหลากหลายมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ภาพรวมการค้าต่างประเทศเติบโตสวนกระแสโลก ในไตรมาสแรก จีนมียอดการค้ากับกลุ่มประเทศเส้นทางสายไหมสูงถึง 6.06 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 14.2% และคิดเป็นสัดส่วนถึง 51.2% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด นอกจากนี้ การค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนและลาตินอเมริกายังขยายตัวเท่ากันที่ 15.4% ด้านแอฟริกาพุ่งสูงถึง 23.7% ขณะที่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเติบโต 14.6% และ 13.1% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ก็ขยายตัวขึ้น 13.4% เช่นกัน
เบื้องหลังความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน คือผลสำเร็จจากการลงมือทำจริงของบรรดาภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่รู้จักปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง บนเส้นทางเดินใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 จีนที่มั่นคง เปิดกว้าง และเปี่ยมด้วยนวัตกรรม จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความเชื่อมั่นและสร้างพลังให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืนต่อไป








