สื่อจีนระบุว่า นับตั้งแต่นางซานาเอะ ทากาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประเด็นไต้หวันได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในวาทกรรมทางการเมืองญี่ปุ่น และกลายเป็นประเด็นที่ประชาคมระหว่างประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด บทวิเคราะห์ชี้ว่า ถ้อยแถลงและท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นบางประการได้ก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบโลกหลังสงคราม ภายใต้บริบทดังกล่าว สื่อจีนได้ย้อนทบทวนเอกสารทางประวัติศาสตร์และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นไต้หวันและนัยต่อความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น
นี่คือสัญญาณอันตราย!
บทนำ – กรอบการเมืองร่วมสมัย – ความหมายของกฎหมายระหว่างประเทศ
หลังจากนางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาโดยอาศัยกระแสประชานิยม ไม่นานนักก็เริ่มหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาเป็นเครื่องมือปั่นกระแสในทันที เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นางทากาอิจิได้กล่าวถ้อยคำที่ชวนให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับไต้หวันอย่างเปิดเผยกลางรัฐสภาญี่ปุ่น โดยส่งสัญญาณเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารแทรกแซงไต้หวัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามที่จะเดินหน้าอย่างไม่ลดละเพื่อทำลายกรอบรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ และพันธนาการของระบอบหลังสงคราม พร้อมเร่งผลักดันให้ญี่ปุ่นทั้งประเทศเบนเข็มเข้าสู่แนวทางขวาจัด การท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง การละทิ้งพันธกรณีตามกฎหมาย และการบ่อนทำลายบรรทัดฐานสากล ล้วนถือเป็นการละเมิดเอกสารทางการเมือง 4 ฉบับซึ่งเป็นรากฐานของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง วาจาและการกระทำอันบ้าบิ่นของนางทากาอิจิในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก
เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ชาวโลกแล้วว่า เอกสารกฎหมายระหว่างประเทศ อันได้แก่ ปฏิญญาไคโร ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม และตราสารการยอมจำนนของญี่ปุ่นนั้น คือเกียรติภูมิของมนุษยชาติที่ได้รับการกอบกู้ขึ้นมาใหม่ ภายหลังจากชีวิตนับล้านต้องถูกสังเวยและอารยธรรมนับไม่ถ้วนถูกย่ำยี เอกสารเหล่านี้ถือเป็นพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมวลมนุษยชาติร่วมกันสถาปนาขึ้นเพื่อความอยู่รอดและเจตจำนงแห่งอนาคต
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงฉันทามติ หากแต่เป็นกฎกติกา ไม่ได้เป็นเพียงเส้นบรรทัดฐานแห่งมโนธรรมสำนึก หากแต่เป็น “เส้นแดง” ของระเบียบระหว่างประเทศ
ผู้ใดที่บังอาจท้าทายกฎหมาย หรือเหยียบย่ำเส้นแดงนี้ ย่อมต้องมุ่งสู่หนทางแห่งความล้มเหลวและความพินาศ และต้องเผชิญกับการพิพากษาและการชำระด้วยความยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
นางทากาอิจิได้ท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอุกอาจ และสั่นคลอนรากฐานสันติภาพยุคหลังสงคราม พึงสังวรไว้ว่า กงล้อแห่งประวัติศาสตร์มิเคยหยุดหมุนเพียงเพราะแรงต้านที่เปรียบดั่งไม้ซีกงัดไม้ซุง
ปี ค.ศ. 2025 นี้ นับเป็นวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่นของประชาชนจีน และชัยชนะในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก ย้อนกลับไปเมื่อ 80 ปีก่อน อารยธรรมของมนุษยชาติได้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุดภายใต้การย่ำยีของลัทธิฟาสซิสต์ พลังแห่งความก้าวหน้าของโลกได้เสียสละเลือดเนื้ออย่างมหาศาลเพื่อกอบกู้วิกฤตการณ์ และบดขยี้กลุ่มอักษะเยอรมนี–อิตาลี–ญี่ปุ่นจนพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ชัยชนะที่จารึกด้วยเลือดเนื้อนี้ ท้ายที่สุดได้ตกผลึกเป็นชุดเอกสารกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญ เพื่อประกาศก้องถึงความยุติธรรม การคุ้มครองสันติภาพ และการหล่อหลอมฉันทามติขึ้นใหม่ อันเป็นการวางรากฐานสำคัญของระเบียบโลกในยุคหลังสงคราม
ปฏิญญาไคโร – ประกาศพ็อทซ์ดัม – ตราสารการยอมจำนน: ห่วงโซ่ทางกฎหมายหลังสงคราม
ในเมื่อนางทากาอิจิกล้าที่จะพูดถึงประเด็นไต้หวันและอ้างสิทธิป้องกันตนเองอย่างแข็งกร้าว เช่นนั้นจึงจำเป็นต้องเปิดเอกสารประวัติศาสตร์ขึ้นมาพิจารณาทีละฉบับ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางกฎหมายให้ประจักษ์ชัด
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1943 รัฐบาลของสามมหาอำนาจ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันออกปฏิญญาไคโร โดยประกาศเจตนารมณ์ในการทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นว่ามีเป้าหมายเพื่อยับยั้งและลงโทษการรุกรานของญี่ปุ่น ทั้งสามชาติพันธมิตรจะร่วมมือกับนานาประชาชาติที่ทำการสู้รบต่อต้านญี่ปุ่น ทำสงครามครั้งสำคัญอันยาวนานนี้ด้วยความอดทนอดกลั้น จนกว่าญี่ปุ่นจะยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ ปฏิญญายังระบุชัดเจนให้ปลดญี่ปุ่นออกจากกรรมสิทธิ์ในบรรดาเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ญี่ปุ่นยึดครองหรือเข้าครอบครองนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1914 และกำหนดให้ดินแดนที่ญี่ปุ่นฉกฉวยไปจากจีน อาทิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไต้หวัน และหมู่เกาะเผิงหู ล้วนต้องถูกส่งคืนแก่จีน รวมถึงจะต้องมอบเสรีภาพและเอกราชให้แก่เกาหลีด้วย
ต่อมาในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 จีน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ได้ออกประกาศพ็อทซ์ดัม เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นจนกว่าญี่ปุ่นจะหมดสิ้นการต่อต้าน พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข มิฉะนั้นกองทัพญี่ปุ่นจะถูกทำลายจนสิ้นซาก และแผ่นดินมาตุภูมิของญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความพินาศย่อยยับ
ประกาศพ็อทซ์ดัมยังระบุด้วยว่า ข้อกำหนดแห่งปฏิญญาไคโรต้องสัมฤทธิ์ผล และอธิปไตยของญี่ปุ่นจะถูกจำกัดอยู่เพียงเกาะฮอนชู ฮอกไกโด คิวชู ชิโกกุ และเกาะเล็กเกาะน้อยอื่น ๆ ตามที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะกำหนด อีกทั้งยังย้ำถึงมาตรการกวาดล้างลัทธินิยมทหาร อาทิ การริบดินแดนที่ญี่ปุ่นปล้นชิงมา การปลดอาวุธ การลงโทษอาชญากรสงคราม และการเข้ายึดครอง
ต่อมาในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมในประกาศพ็อทซ์ดัมฉบับนี้ กระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้มีพระราชดำรัสผ่านวิทยุกระจายเสียงทั่วประเทศ ยอมรับปฏิญญาร่วมของทั้งสี่ชาติ ซึ่งถือเป็นการยอมรับประกาศพ็อทซ์ดัมในฐานะรากฐานทางกฎหมายของระเบียบโลกยุคหลังสงคราม จากมุมมองของประเทศผู้แพ้สงครามอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้ลงนามในตราสารการยอมจำนน ประกาศยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข พร้อมยอมรับและปฏิบัติตามข้อบทแห่งประกาศพ็อทซ์ดัมอย่างเต็มรูปแบบ โดยคืนดินแดนของจีนที่ตนเข้ายึดครองให้แก่จีนโดยไม่มีเงื่อนไข
ด้วยเหตุนี้ เอกสารสำคัญทั้งสามฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาไคโร ประกาศพ็อทซ์ดัม และตราสารการยอมจำนนของญี่ปุ่น จึงรวมกันเป็นห่วงโซ่ทางกฎหมายที่สมบูรณ์ ถือเป็นบรรทัดฐานแห่งกฎหมายระหว่างประเทศในการจัดระเบียบเอเชียตะวันออกและระเบียบโลกใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เอกสารเหล่านี้ยังเป็นรากฐานทางกฎหมายที่กำหนดให้ญี่ปุ่นต้องส่งคืนดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ไต้หวัน และหมู่เกาะเผิงหูให้แก่จีน ขณะเดียวกันก็ระบุข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งว่าลัทธินิยมทหารของญี่ปุ่นเป็นผู้จุดชนวนสงครามรุกราน ตอกย้ำสถานะความเป็นประเทศผู้แพ้สงครามของญี่ปุ่น และกำหนดมาตรการลงโทษต่อลัทธินิยมทหารอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นพันธะผูกพันทางกฎหมายที่ไม่อาจโต้แย้งได้
สถานะทางกฎหมายของไต้หวัน – รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ – ความพยายามรื้อถอนระบอบหลังสงคราม
คำว่า “กฎหมาย” ในที่นี้ หมายความว่าอย่างไร? ย่อมหมายความว่า ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัย ไต้หวันได้ถูกส่งคืนแก่จีนแล้วอย่างสมบูรณ์ โดยปราศจากข้อกังขาใด ๆ เกี่ยวกับสถานะที่ยังไม่ถูกกำหนด การที่รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงวาจาและการกระทำอันบ้าบิ่นในประเด็นไต้หวัน จึงเท่ากับเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยและแทรกแซงกิจการภายในของจีน
นอกจากนี้ ยังหมายความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงประเด็นกฎหมายภายในประเทศ หากแต่เป็นประเด็นระดับนานาชาติ ความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ และก้าวข้ามกรอบนโยบายการป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียว คือการท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
การกวาดล้างลัทธินิยมทหารให้สิ้นซาก คือพันธกรณีตามสนธิสัญญาที่ญี่ปุ่นพึงปฏิบัติในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม การที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามรื้อฟื้นลัทธินิยมทหาร จึงเท่ากับเป็นการทำลายผลสำเร็จแห่งสันติภาพ หันหลังให้แก่คำมั่นสัญญาพื้นฐาน และมุ่งล้มล้างระเบียบโลกยุคหลังสงครามอย่างเปิดเผย
เมื่อนำกฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นมาตรวัด แล้วย้อนดูพฤติการณ์ของนางทากาอิจิเอง ก็จะพบความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ตลอดเส้นทางทางการเมืองที่ผ่านมา เธอยืนกรานมาโดยตลอดให้ยกเลิกมาตราละเว้นสงครามในรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ และเผยแพร่ทัศนะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองในลักษณะบิดเบือน
พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการล่วงละเมิดและขัดต่อหลักกฎหมายอย่างชัดเจน อีกทั้งยังรวมถึงการเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งเป็นที่สถิตดวงวิญญาณของอาชญากรสงครามชั้นเอกในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการปลุกปั่นกระแสการเสริมเขี้ยวเล็บและขยายกองทัพ การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายกฎหมายทั้งสิ้น
ในวาระสำคัญแห่งการรำลึกประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลญี่ปุ่นพึงต้องสังวรและสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์การรุกรานและการยึดครองไต้หวันเป็นอาณานิคม รวมถึงทบทวนความผิดบาปอันมหันต์ที่ลัทธินิยมทหารเคยก่อไว้ และธำรงตนอยู่ในกรอบกติกา พร้อมระมัดระวังถ้อยคำและท่าทีในประเด็นไต้หวันและประเด็นทางประวัติศาสตร์อย่างที่สุด
ทว่านางทากาอิจิกลับกระทำการอันท้าทายความถูกต้องชอบธรรมของโลก ด้วยการเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่นำสถานการณ์ความไม่สงบในไต้หวันไปผูกโยงเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตความอยู่รอดของญี่ปุ่น” หากจะเรียกขานเธอว่าเป็นผู้ละเมิดกฎหมายและผู้ตระบัดสัตย์ ก็ยากจะมีคำใดมาแก้ต่างได้
ดังที่ศาสตราจารย์ปีเตอร์ คูซนิก นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอเมริกัน ได้ชี้ให้เห็นว่า ถ้อยแถลงของนางทากาอิจินั้นช่างโง่เขลา ไร้ความรู้ และเต็มไปด้วยการยั่วยุ อีกทั้งยังละเลยเส้นบรรทัดฐานพื้นฐานที่ระเบียบโลกยุคหลังสงครามได้กำหนดไว้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสันติภาพในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม กฎหมายคือครรลองของโลก และกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ย่อมไม่มีวันถูกหยุดยั้งด้วยความพยายามที่สูญเปล่า
วาระครบรอบ 80 ปี – พิธีรำลึก – รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพและเงาสงครามเย็น
เมื่อวันที่ 3 กันยายน พิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่นของประชาชนจีน และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก ได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง พิธีสวนสนามอันเกรียงไกรเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก ท่ามกลางมวลดอกไม้ ฝูงนกพิราบขาว และเสียงยิงสลุตที่ดังกึกก้อง
นี่คือการประกาศก้องให้โลกรับรู้ว่า จงจดจำประวัติศาสตร์ สดุดีวีรชนผู้ล่วงลับ หวงแหนสันติภาพ และร่วมสร้างสรรค์อนาคต พร้อมทั้งเป็นการยืนยันจุดยืนอันแน่วแน่ว่า บทสรุปทางประวัติศาสตร์ไม่อาจถูกบิดเบือน ผลสำเร็จแห่งสันติภาพไม่อาจถูกกัดกร่อน และบรรทัดฐานแห่งความยุติธรรมไม่อาจถูกล่วงละเมิด
นางทากาอิจิละทิ้งพันธกรณีตามกฎหมายอย่างอุกอาจ และปลุกวิญญาณลัทธินิยมทหารให้ฟื้นคืนชีพ พึงสังวรไว้ว่า ผู้ที่เล่นกับไฟย่อมถูกไฟเผาผลาญ และผู้ขุดหลุมพรางย่อมตกลงไปในหลุมที่ตนขุดเอง
ถ้อยแถลงและพฤติการณ์ของนางทากาอิจิ มิใช่เพียงการท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงเท่านั้น หากยังเป็นการละทิ้งพันธกรณีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นเอง
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรญี่ปุ่น หรือรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยในหมวดที่ 2 มาตรา 9 ได้บัญญัติว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงครามในฐานะอธิปไตยของชาติ และไม่ใช้กำลังหรือการข่มขู่ด้วยกำลังทหารเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศ อีกทั้งจะไม่คงไว้ซึ่งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือศักยภาพทางทหารอื่นใด และไม่ยอมรับสิทธิในการเป็นคู่สงครามของรัฐ
สำหรับญี่ปุ่น นี่คือพันธสัญญาทางกฎหมายที่มีผลผูกพันอย่างเด็ดขาด
ทว่า แม้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพจะยังคงปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นกลับค่อย ๆ เบี่ยงเบนออกจากครรลองดังกล่าว เหตุใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น
ในยุคสงครามเย็น สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงอำนาจ ได้ทำให้ความยุติธรรมในยุคหลังสงครามถูกลดทอนลง ในปี ค.ศ. 1951 การบังคับใช้สนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก และสนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น ได้เปิดทางให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาควบคุมญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่
ต่อมาในปี ค.ศ. 1954 ญี่ปุ่นได้ตรากฎหมายกองกำลังป้องกันตนเอง ทำให้ประเทศกลับมามีกองกำลังทางบก ทางทะเล และทางอากาศในทางพฤตินัย
เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การที่นายโนบุสุเกะ คิชิ อาชญากรสงครามชั้นเอก ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน กลุ่มลัทธินิยมทหารและกองกำลังฝ่ายขวาได้ฉวยโอกาสนี้ผลักดันการฟื้นคืนชีพของแนวคิดทหารนิยม
กลุ่มการเมืองฝ่ายขวายังได้ผลักดันให้มีการแก้ไขแบบเรียนประวัติศาสตร์ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยพยายามบิดเบือนหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อาทิ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง และการบังคับเกณฑ์นางบำเรอ
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปี ค.ศ. 1994 นางทากาอิจิได้ตั้งกระทู้ถามนายโทมิอิจิ มุรายามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นกลางรัฐสภา ด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า “ถือสิทธิ์ใดจึงกล่าวคำขอโทษต่อจีนในนามประเทศญี่ปุ่น”
การรื้อกำแพงกฎหมายหลังสงคราม – กฎหมายความมั่นคง – การวิพากษ์จากนักวิชาการ
“เมื่อจิตวิญญาณไม่เที่ยงตรง กฎหมายย่อมไม่อาจดำรงความชอบธรรม”
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ฉวยโอกาสจากบริบทของสงครามเย็น เพื่อละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ตรากฎหมายภายในประเทศหลายฉบับขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำเหล่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นในหลายสมัยได้ใช้วิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไป อาศัยกระบวนการทางการเมืองที่อ้างความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการของระบอบสันติภาพยุคหลังสงครามทีละขั้น โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการรื้อถอนปราการที่ขัดขวางลัทธินิยมทหารทั้งในเชิงโครงสร้างและการเมือง
ในปี ค.ศ. 1992 การประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือในการรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติ ได้ทลายกำแพงข้อห้ามที่มิให้กองกำลังป้องกันตนเองออกปฏิบัติภารกิจนอกอาณาเขตประเทศ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 พระราชบัญญัติว่าด้วยสถานการณ์ในพื้นที่โดยรอบ ได้วางโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถแทรกแซงทางทหารในกิจการต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 2014 ญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกอาวุธ ซึ่งถือเป็นการทำลายเส้นแดงในการควบคุมยุทโธปกรณ์ และเป็นการสร้างบรรทัดฐานความชอบธรรมเพื่อนำไปสู่การปลดปล่อยพันธนาการทางทหาร
ในปี ค.ศ. 2015 กองกำลังฝ่ายขวาของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการฝ่าด่านครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลอาเบะได้ผลักดันร่างกฎหมายความมั่นคง 11 ฉบับผ่านรัฐสภา โดยมีหัวใจสำคัญคือพระราชบัญญัติว่าด้วยสถานการณ์การถูกโจมตีด้วยกำลังทางทหารและสถานการณ์วิกฤตความอยู่รอด ส่งผลให้กองกำลังป้องกันตนเองแปลงสภาพจากกองกำลังเพื่อการป้องกันดินแดน กลายเป็นกองกำลังรบที่สามารถแผ่อำนาจไปได้ทั่วโลก
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายกำแพงข้อห้ามเรื่อง “การป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียว” ที่รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพกำหนดไว้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะข้อกำหนดในมาตรา 9 ที่ห้ามมิให้รัฐมีสิทธิในการเป็นคู่สงคราม หากพิจารณาจากรากฐานทางนิติศาสตร์แล้ว นี่ไม่เพียงเป็นการหันหลังให้แก่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ หากยังขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่วางไว้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และถือเป็นการละทิ้งพันธกรณีตามกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง
นายหยาง ปั๋อเจียง ผู้อำนวยการสถาบันญี่ปุ่นศึกษาแห่งสภาสังคมศาสตร์จีน (CASS) ให้ความเห็นว่า โดยเนื้อแท้แล้ว พฤติการณ์เช่นนี้ของญี่ปุ่นคือการใช้กฎหมายภายในประเทศเพื่อลดทอนอำนาจของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง และกำลังสั่นคลอนรากฐานสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกยุคหลังสงคราม
“วิกฤตความอยู่รอด” – ตรรกะลัทธินิยมทหาร – บทเรียนจากประวัติศาสตร์
“เมื่อกฎหมายไร้ความเที่ยงธรรม การกระทำย่อมมิชอบ”
สิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตความอยู่รอด” แท้จริงแล้วคือเครื่องมือที่ลัทธินิยมทหารของญี่ปุ่นใช้ปลุกปั่นกระแสเพื่อมุ่งสู่สงคราม ในอดีต ญี่ปุ่นเคยใช้ข้ออ้างเรื่อง “วิกฤต” เป็นฉากบังหน้าในการรุกรานคาบสมุทรเกาหลี เคยใช้เป็นข้ออ้างในการก่อเหตุการณ์ 18 กันยายน “อุบัติการณ์มุกเดน” เคยใช้เป็นนามกรในการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ และเคยใช้เป็นคำแก้ตัวในการจุดชนวนสงครามแปซิฟิก
มาถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นกลับนำ “วิกฤต” เดิมนี้มาใช้อ้างเพื่อลดทอนอำนาจของรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ โดยมุ่งหวังจะเปิดประตูให้ลัทธินิยมทหารกลับมาผงาดอีกครั้ง ผ่านกระบวนการทางนิตินัยอย่างเป็นระบบ
นักการเมืองฝ่ายขวาของญี่ปุ่นพยายามปลุกผีลัทธินิยมทหารอย่างไม่ลดละ เพื่อสร้างอัตลักษณ์การเป็นมหาอำนาจทางการทหารขึ้นใหม่ อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เคยเสนอแนวคิดการสร้าง “ประเทศชั้นนำ” ขณะที่นางทากาอิจิเน้นย้ำเรื่องการทวงคืนบทบาททางการทูตของญี่ปุ่นในฐานะ “ศูนย์กลางของโลก” แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีพลังทหารหนุนหลัง และมีลัทธินิยมทหารเป็นแกนกลาง
เพื่อปลุกเร้าวิญญาณลัทธินิยมทหารให้ฟื้นคืนชีพ รัฐบาลของนางทากาอิจิถึงกับวางแผนฟื้นฟูยศทหารแบบกองทัพญี่ปุ่นสมัยก่อน เช่น “ยศไทสะ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลัทธินิยมทหาร เพื่อกระตุ้นความคลั่งไคล้ผ่านการเล่นเกมการเมืองกับประวัติศาสตร์
รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงละทิ้งคำมั่นสัญญาหลังสงครามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทุ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจำนวนมหาศาล มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล และแสวงหาหนทาง “ชิงลงมือก่อน” การขยายกองทัพเพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามจึงทวีความชัดเจนขึ้นทุกขณะ
นางทากาอิจิประกาศกร้าวว่าจะเร่งแก้ไข “เอกสารความมั่นคง 3 ฉบับ” โดยเร็ว พร้อมส่งสัญญาณเป็นนัยถึงการแก้ไข “หลักการไม่ฝักใฝ่นิวเคลียร์ 3 ประการ” ในส่วนของข้อห้ามนำเข้าอาวุธนิวเคลียร์ และตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 2% ของ GDP ก่อนกำหนด
การเบียดบังทรัพยากรที่ควรใช้เพื่อสวัสดิการของประชาชนไปพัฒนาแสนยานุภาพทางทหาร เป็นการเปลี่ยนทิศทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการรับใช้ปากท้องประชาชนไปสู่การรับใช้สงคราม
รัฐบาลญี่ปุ่นยังเพิ่มการแทรกแซงด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ธง “ลัทธิสันติภาพเชิงรุก” ขยายกิจกรรมทางทหารในต่างประเทศ และเพิ่มการส่งออกความมั่นคง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการแผ่อิทธิพลทางทหาร
ญี่ปุ่นแสดงตนเป็นฝ่ายรุกในการหยิบยื่นความช่วยเหลือทางทหารให้แก่พันธมิตรและประเทศรอบข้าง หวังให้มหาอำนาจยอมรับต่อการฟื้นคืนชีพของลัทธินิยมทหารโดยปริยาย
ปฏิกิริยานานาชาติ – เสียงคัดค้านจากรัฐต่าง ๆ และประชาชนญี่ปุ่น
“ทำผิดครรลอง ภัยย่อมถึงตัว”
ประวัติศาสตร์อันบ้าคลั่งสู่ความล่มสลายของลัทธินิยมทหารได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่เล่นกับไฟย่อมถูกไฟเผาผลาญ และผู้ขุดหลุมพรางย่อมตกลงไปในหลุมที่ตนขุดเอง
ในวันนี้ การที่นางทากาอิจิหยิบยกข้ออ้างเรื่อง “วิกฤตความอยู่รอด” มาเป็นฉากบังหน้า เพื่อเผยตรรกะวิบัติเกี่ยวกับไต้หวัน และท้าทายระเบียบโลกยุคหลังสงครามอย่างเปิดเผย ได้ทำให้เธอถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงของลัทธินิยมทหารรูปแบบใหม่ ซึ่งนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำประณามจากประชาคมโลกอย่างกว้างขวาง
นายอู วอน-ชิก ประธานรัฐสภาของเกาหลีใต้ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า พฤติกรรมของญี่ปุ่นที่สั่นคลอนรากฐานสันติภาพในเอเชียตะวันออก เป็นสิ่งที่เกาหลีใต้และประเทศเพื่อนบ้านไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด
พลตรี ซอ มิน ตุน โฆษกสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา ชี้ว่าถ้อยแถลงของนางทากาอิจิสะท้อนถึงการไม่เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ไร้ความสำนึกต่ออาชญากรรมที่ญี่ปุ่นเคยกระทำไว้ในเอเชีย และขาดความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง
ขณะเดียวกัน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอีกหลายประเทศ ต่างคัดค้านการที่นางทากาอิจิพยายามผูกโยงประเด็นไต้หวันเข้ากับ “วิกฤตความอยู่รอดของญี่ปุ่น” โดยย้ำว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และญี่ปุ่นไม่มีสิทธิแทรกแซง
ในฟากของพรรคการเมืองในออสเตรเลีย ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก และอีกหลายประเทศ ต่างวิจารณ์ว่าถ้อยแถลงดังกล่าวเต็มไปด้วยการยั่วยุ ทำลายฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น และโหมกระพือความตึงเครียดในภูมิภาค
แม้แต่ภายในญี่ปุ่นเอง ประชาชนจำนวนมากยังออกมารวมตัวชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบนายกรัฐมนตรีในกรุงโตเกียวติดต่อกันหลายวัน เพื่อเรียกร้องให้นางทากาอิจิถอนคำพูดที่บิดเบือน โดยมีเสียงตะโกนดังก้องว่า “อย่าพาญี่ปุ่นเข้าสู่เส้นทางหายนะแห่งสงคราม”
ถ้อยคำประณามในลักษณะ “ไร้ความรับผิดชอบ” “ยั่วยุอย่างรุนแรง” “ปลุกปั่นสงคราม” “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และ “ทรยศต่อประวัติศาสตร์” ที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ล้วนส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังไปยังนางทากาอิจิ
อย่าได้ทำลายรากฐานทางกฎหมายและใบเบิกทางแห่งความเชื่อถือที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถดำรงอยู่และพัฒนามาได้ในยุคหลังสงคราม มิฉะนั้น ย่อมถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำลายชาติญี่ปุ่นและทิ้งรอยด่างพร้อยทางประวัติศาสตร์ไว้ชั่วกาล
เสียงวิจารณ์ภายในญี่ปุ่น – เอกสารการเมืองจีน–ญี่ปุ่น 4 ฉบับ – หลักการจีนเดียว
นางทากาอิจิเหยียบย่ำบรรทัดฐานสากลตามอำเภอใจ และจับอนาคตของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นเป็นตัวประกัน พึงสังวรไว้ว่า คนไร้สัจจะย่อมไม่อาจยืนหยัดในสังคม ชาติไร้สัจจะย่อมไม่อาจดำรงตนในเวทีโลก
“เธอได้ทำลายความก้าวหน้าทางการทูตที่กว่าจะได้มาอย่างยากลำบาก ให้พังทลายลงในชั่วพริบตา”
คำวิพากษ์วิจารณ์ของนายอิจิโร โอซาวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (CDP) ต่อถ้อยแถลงอันบิดเบือนของนางทากาอิจิ เป็นวาจาที่เฉียบขาด บาดลึก และตรงประเด็นอย่างยิ่ง
สถานการณ์อันตึงเครียดของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นในปัจจุบัน ล้วนมีรากเหง้ามาจากการที่นางทากาอิจิเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม และละเลยบรรทัดฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นส่งสัญญาณอย่างเปิดเผยถึงความพยายามใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน ได้เผยให้เห็นเจตนาอันตรายของกองกำลังฝ่ายขวาที่ต้องการผลักดันยุทธศาสตร์ “ใช้ไต้หวันสกัดกั้นจีน” ให้กลายเป็นวาระระยะยาว
พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการท้าทายอย่างร้ายแรงต่อหลักการจีนเดียว ซึ่งเป็นฉันทามติร่วมกันของประชาคมโลก และเป็นรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น
นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี ค.ศ. 1972 เป็นต้นมา จีนและญี่ปุ่นได้ร่วมกันจัดทำเอกสารทางการเมืองระดับทวิภาคีที่สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมจีน–ญี่ปุ่น ปี 1972 สนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพจีน–ญี่ปุ่น ปี 1978 ปฏิญญาร่วมจีน–ญี่ปุ่นว่าด้วยการสร้างหุ้นส่วนมิตรภาพที่มุ่งมั่นเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ปี 1998 และแถลงการณ์ร่วมจีน–ญี่ปุ่นว่าด้วยการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่เกื้อกูลกันอย่างรอบด้าน ปี 2008
เอกสารทางการเมืองทั้ง 4 ฉบับนี้ ได้บัญญัติหลักการพื้นฐานที่จำเป็นต้องยึดถือเพื่อให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นพัฒนาไปอย่างมั่นคง และถือเป็นรากฐานทางการเมืองและกฎหมายของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ในแถลงการณ์ร่วมจีน–ญี่ปุ่น ปี 1972 ญี่ปุ่นได้ตระหนักด้วยความเจ็บปวดถึงความรับผิดชอบต่อความเสียหายใหญ่หลวงที่ได้ก่อให้เกิดแก่ประชาชนจีนจากการทำสงครามในอดีต และแสดงความสำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีน
รัฐบาลจีนจึงยืนยันว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ และรัฐบาลญี่ปุ่นมีความเข้าใจและเคารพต่อจุดยืนดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าจะยึดมั่นปฏิบัติตามมาตรา 8 แห่งประกาศพ็อทซ์ดัม
สนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพจีน–ญี่ปุ่น ปี 1978 ได้ให้การรับรองว่า แถลงการณ์ร่วมจีน–ญี่ปุ่น คือรากฐานแห่งความสัมพันธ์สันติภาพและมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และหลักการที่ระบุไว้ในแถลงการณ์นั้นต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ปฏิญญาร่วมจีน–ญี่ปุ่น ปี 1998 ได้สรุปบทเรียนทั้งด้านบวกและด้านลบจากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยระบุว่า การเผชิญหน้ากับอดีตและการตระหนักรู้ประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น
แถลงการณ์ร่วมจีน–ญี่ปุ่น ปี 2008 ได้ตอกย้ำว่า เอกสารทางการเมืองทั้งสามฉบับก่อนหน้านี้ เป็นรากฐานทางการเมืองสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นอย่างมีเสถียรภาพ และยืนยันการยึดมั่นในหลักการเหล่านั้นต่อไป
การโต้แย้งเรื่องสถานะไต้หวัน – สนธิสัญญาซานฟรานซิสโก – คำเตือนจากนักวิชาการ
“เมื่อชักเชือกเอก ตาข่ายย่อมกางออก แต่หากฐานรากไม่มั่น พสุธาย่อมไหวเอน!”
สำหรับกรณีที่นางทากาอิจิระบุให้สิ่งที่เรียกว่า “เหตุฉุกเฉินในไต้หวัน” เป็น “สถานการณ์วิกฤตความอยู่รอด” ที่สามารถใช้สิทธิในการป้องกันตนเองร่วมกันได้นั้น ศาสตราจารย์กิตติคุณคาวะมูระ โนริยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยนาโกย่า และรองประธานสมาคมความสัมพันธ์ญี่ปุ่น–จีน ได้ชี้ให้เห็นว่า นี่คือปัญหาใหญ่หลวงที่เทียบเท่ากับการประกาศสงครามต่อจีนล่วงหน้า
ศาสตราจารย์คาวะมูระระบุว่า ถ้อยแถลงเกี่ยวกับไต้หวันของนางทากาอิจิเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างรุนแรง และเป็นการเหยียบย่ำหลักการจีนเดียวอย่างไม่ไยดี
เมื่อย้อนมองกลับไปกว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การปรับความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นสู่ภาวะปกติ การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อจีน รวมถึงการยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ชัดเจนในเอกสารทางการเมืองทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญอย่างประวัติศาสตร์และไต้หวัน ถือเป็นเรื่องชี้ชะตารากฐานและทิศทางของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น
ข้อกำหนดเกี่ยวกับปัญหาไต้หวันในเอกสารทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวมีความเสมอต้นเสมอปลาย ชัดเจน และไม่อาจแยกออกจากกันได้ จึงจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน ในเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นในจุดยืนของประกาศพ็อทซ์ดัม ก็จำต้องละทิ้งทฤษฎี “สถานะไต้หวันที่ยังไม่ถูกกำหนด” อันผิดพลาดนั้นเสีย
อย่างไรก็ตาม หลังจากกล่าววาจาบิดเบือนเกี่ยวกับไต้หวันแล้ว นางทากาอิจิกลับแก้ตัวด้วยตรรกะวิบัติ โดยอ้างว่าญี่ปุ่นได้สละสิทธิทั้งหมดตามสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก จึงไม่มีจุดยืนที่จะระบุสถานะทางกฎหมายของไต้หวัน
การหยิบยกและให้ค่ากับสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโก ซึ่งถูกมองว่าผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงปฏิญญาไคโรและประกาศพ็อทซ์ดัม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นว่า นางทากาอิจิยังคงไม่สำนึกและไม่คิดปรับปรุงตนเอง
พฤติการณ์ดังกล่าวยังแสดงถึงความพยายามบ่อนทำลายรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น และการปลุกปั่นทฤษฎีสถานะไต้หวันที่ยังไม่ถูกกำหนดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“นี่คือการกระทำที่ผิดซ้ำผิดซ้อน และเป็นการส่งสัญญาณอันตรายไปยังประชาคมโลกอีกคำรบหนึ่ง”
นายหวัง ฟาน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยการทูตจีน ได้ชี้ให้เห็นว่า คำมั่นสัญญาที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ไว้ต่อประเด็นไต้หวันในเอกสารทางการเมืองทั้ง 4 ฉบับ มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับความคลุมเครือหรือการตีความที่บิดเบือน
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดหรือบุคคลใดจะขึ้นมาบริหารประเทศ ก็จำเป็นต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จีนและญี่ปุ่นในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญ ควรยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งการใช้ประวัติศาสตร์เป็นคันฉ่องส่องตน มุ่งหน้าสู่อนาคต เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
เศรษฐกิจจีน–ญี่ปุ่น – เสียงเตือนจากสังคมญี่ปุ่น – ผลประโยชน์ร่วมที่ไม่อาจมองข้าม
จีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นตลาดส่งออกอันดับสอง รวมถึงแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 2024 มูลค่าการค้ารวมระหว่างจีนและญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 3.083 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยญี่ปุ่นนำเข้าจากจีนคิดเป็นมูลค่า 1.5625 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากสถิติขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น พบว่าในปี ค.ศ. 2024 ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นครองอันดับหนึ่งเหนือชาติใด ๆ การรักษาความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นให้ดี จึงสอดคล้องกับความคาดหวังร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ และประชาคมโลก
สำหรับพฤติการณ์และวาจาที่บิดเบือนของนางทากาอิจิ ปัญญาชนและผู้มีวิสัยทัศน์ในญี่ปุ่นจำนวนมากได้ออกมาเตือนภัย โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลบที่จะตามมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ร้าวฉาน ความรู้สึกของประชาชนที่เลวร้ายลง การค้าขายที่ถดถอย และการไปมาหาสู่ที่ถูกจำกัด
กระแสเรียกร้องให้นางทากาอิจิลดบทบาทหรือแม้กระทั่งลาออก ได้ดังขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่น นายฟูจิตะ ทาคาคาเงะ ประธานสมาคมสืบสานและพัฒนาคำแถลงการณ์มุรายามะ ได้กล่าวว่า หากความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นเลวร้ายลง ผู้ที่ต้องรับกรรมก็คือประชาชนชาวญี่ปุ่นเอง
บุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีโทมิอิจิ มุรายามะ เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งเยือนจีนว่า บิดาของเธอมักย้ำเสมอว่า ญี่ปุ่นต้องเคารพรัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ ต้องยืนกรานการละเว้นสงคราม เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และญี่ปุ่นจะไม่เข้าร่วมสงครามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าสงครามจะปะทุขึ้น ณ ที่ใดในโลก
กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ผู้นำรุ่นก่อนของทั้งสองประเทศได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น ทิ้งไว้ซึ่งฉันทามติทางการเมืองที่ว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ มิใช่ภัยคุกคามซึ่งกันและกัน และใช้ประวัติศาสตร์เป็นคันฉ่องส่องตน มุ่งหน้าสู่อนาคต
บทเรียนที่ผ่านการทดสอบจากประวัติศาสตร์ได้ย้ำเตือนว่า
“คนไร้สัจจะมิอาจยืนหยัดได้ฉันใด ชาติไร้สัจจะก็มิอาจดำรงอยู่ในโลกได้ฉันนั้น”
บทสรุปเชิงประวัติศาสตร์ – ระเบียบโลกหลังสงคราม – คำเตือนถึงประชาคมโลก
ในประเด็นชี้ขาดว่าด้วยความถูกผิดที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จีนจะไม่ยอมประนีประนอมหรือถอยให้แม้แต่ก้าวเดียวต่อพฤติการณ์และวาจาอันเป็นอันตรายของนางทากาอิจิ จีนได้ออกคำเตือนอย่างจริงจังว่า หากญี่ปุ่นยังคงดันทุรังและทำผิดซ้ำซาก ประเทศต่าง ๆ และประชาชนผู้รักความยุติธรรมย่อมมีสิทธิและความรับผิดชอบที่จะสกัดกั้นไม่ให้ลัทธินิยมทหารฟื้นคืนชีพอีกครั้งอย่างเด็ดขาด
“นางทากาอิจิ ต้องหยุดการกระทำก่อนจะสายเกินไปโดยทันที!”
“หลักนิติธรรมเป็นที่ประจักษ์แจ้ง จะยอมให้ญี่ปุ่นก้าวล่วงล้ำเส้นมิได้!”
ระเบียบโลกยุคหลังสงคราม คือดอกผลแห่งชัยชนะของมวลมนุษยชาติ ลัทธินิยมทหารของญี่ปุ่นคือศัตรูร่วมกันของประชาคมโลก และหลักการจีนเดียวคือฉันทามติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีระหว่างประเทศ
ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งการปกป้องผลสำเร็จแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเผชิญกับความท้าทาย ประชาคมโลกจำเป็นต้องก้าวเดินไปตามครรลองแห่งความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ และไม่อาจปล่อยปละให้แนวคิดนิยมทหารเร่ขายทัศนคติประวัติศาสตร์ที่บิดเบี้ยว ยกย่องอาชญากรรมในอดีตเป็นความภาคภูมิใจ และมองพันธนาการแห่งสันติภาพเป็นความอัปยศอดสู
วันที่ 7 ธันวาคม ตรงกับวาระครบรอบ 84 ปีที่ญี่ปุ่นใช้ข้ออ้างเรื่อง “วิกฤตความอยู่รอด” เป็นฉากบังหน้าในการลอบโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่วันที่ 13 ธันวาคม คือวันสากลรำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนานจิง
เปลวเพลิงแห่งสงครามของลัทธินิยมทหารญี่ปุ่นในอดีต มิได้เผาผลาญเพียงแผ่นดินจีน หากยังลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก มิได้ทำลายเพียงริมฝั่งแม่น้ำเหลืองและแยงซี หากยังทิ้งรอยแผลลึกไว้แก่มนุษยชาติทั้งมวล
ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง และสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธินิยมทหาร ย่อมมีพันธกิจพิเศษในการพิทักษ์กฎบัตรสหประชาชาติ และผนึกกำลังปกป้องระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง
ภารกิจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประกันว่า ทุกประเทศจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ยึดถือความเสมอภาค ความยุติธรรม และการเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งสกัดกั้นไม่ให้ความพยายามใด ๆ หมุนกงล้อประวัติศาสตร์ให้ย้อนกลับ
เมื่อย้อนมองอดีต เส้นทางประวัติศาสตร์ได้ประจักษ์ชัดแจ้งมาแล้ว ตลอด 80 ปีนับตั้งแต่การกำเนิดกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งประกาศเจตนารมณ์ไว้ว่า “เพื่อช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม” ยังคงสะท้อนความปรารถนาอันแรงกล้าของมวลมนุษยชาติที่มีต่อสันติภาพอันยั่งยืน
นี่คือกระแสธารหลักของโลกในปัจจุบัน และคือทิศทางแห่งแสงสว่างของมนุษยชาติ
รัฐบาลของนางทากาอิจิควรถูกเตือนอย่างเป็นทางการว่า อย่าได้ทำตนเป็นกระแสน้ำที่ไหลย้อนท่ามกลางกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ และอย่าได้เป็นเงามืดท่ามกลางแสงสว่างแห่งสันติภาพ
ที่มา
Guangming Daily (24 ธันวาคม ค.ศ. 2025, หน้า 1)
ผู้เขียน: กวาน กั๋วผิง







