วันที่ 5 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า บูรณาการ 5 ศาสตร์ หนุนรัฐบาล "นายกฯ อนุทิน" เดินหน้ามั่นคง! "สามารถ" ถอดอุทาหรณ์เฉินผิง ชี้การปรับ ครม. เป็นอำนาจเด็ดขาดนายกฯ เตือนอย่ามองข้าม "กลุ่มพรรคเล็กที่ยืนเคียงข้างรัฐบาล" แต่ยังไร้ตำแหน่งบริหาร
ผมขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านครับ...
ในฐานะคนที่มองโลกผ่านเลนส์วิชาการ ทั้งทางด้านหลัก นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ผสานกับ "บทเรียนอุทาหรณ์ของเฉินผิง" ยอดกุนซือคู่บัลลังก์สถาปนาราชวงศ์ฮั่น ผมมีความตั้งใจจริงที่อยากเห็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างราบรื่นและมั่นคงที่สุดครับ
การมองเกมล่วงหน้าตามหลักวิชาการและประวัติศาสตร์การเมือง ทำให้ผมเห็นจุดที่รัฐบาลสามารถ "เสริมความเข้มแข็ง" ในโครงสร้างสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันความผันผวนทางการเมือง และส่งเสริมให้งานบริหารแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ
ผมขอชี้ให้เห็นการวิเคราะห์บูรณาการทั้ง 5 ศาสตร์ เพื่อเป็นข้อเสนอแนะสร้างสรรค์ ดังนี้ครับ
1. มิติมุมมองสถาปัตยกรรมศาสตร์ & อุทาหรณ์เฉินผิง: "อำนาจเด็ดขาดนายกฯ กับการใส่ใจกลุ่มพรรคเล็กฝั่งรัฐบาล"
คำโบราณในทางสถาปัตยกรรมสอนไว้ถึงการจัดวางโครงสร้างอาคารว่า "เสาวิหารไม่ควรอยู่ห่างกันเกินไป และหากอยู่ใกล้กันเกินไป มันก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้"
แน่นอนครับว่า "การปรับ ครม. ใครจะเข้า ใครจะออก นั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดของท่านนายกรัฐมนตรี" ในการจัดทัพและสร้างเสถียรภาพ เพื่อนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะสงบและมั่นคง แต่หัวใจสำคัญทางการเมืองที่ต้องมองให้เห็น คือกลุ่ม "กลุ่มพรรคเล็กย่อยฝั่งรัฐบาล" ที่โหวตค้ำยันให้รัฐบาลมาโดยตลอด ยืนเคียงข้างท่านนายกฯ เกือบทั้งหมด แต่กลุ่มนี้กลับ "ยังไม่ได้รับการจัดสรรพื้นที่บริหารหรือใส่ใจเท่าที่ควร"
แม้แต่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเล็กๆอีก ซึ่งวันนี้ก็ยืนเคียงข้างอยู่ฝั่งรัฐบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีตำแหน่งหรือเก้าอี้บริหารใดๆ
ในอดีตเฉินผิงสอนเราไว้เสมอว่า "การวางแผนในกระโจม ต้องไม่มองข้ามคนตัวเล็กตัวน้อยที่จงรักภักดี" หากท่านนายกฯ อนุทิน ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปรับ ครม. ยึดคืนตำแหน่งจาก "โควต้ากลาง" ที่ผลงานยังไม่เป็นที่ประจักษ์ หรือสื่อสารไม่เก่ง แล้วนำมาจัดสรรดูแลกลุ่มพรรคเล็กที่โหวตช่วยรัฐบาลอยู่แล้ว ให้มีที่ยืนใน ครม. ก็จะกลายเป็นการสร้าง "เสาเข็มสภา" ที่แน่นหนาและจงรักภักดีที่สุดครับ หรือเอาไปปรับให้พรรคขนาดกลางที่เป็นฝ่ายค้านอยู่ก็ได้
2. มิติมุมมองวิศวกรรมศาสตร์: "สมการ ส้ม-แดง-เขียว-ฟ้า & ทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้!"
กางคณิตศาสตร์สภา 500 ที่นั่ง เกณฑ์ตัดสินคือ 251 เสียงขึ้นไป
พรรคประชาชน (ส้ม - 120 เสียง) + พรรคเพื่อไทย (แดง - 74 เสียง) = 194 เสียง
หากเกิด ดีลข้ามขั้ว ส้ม-แดง-เขียว-ฟ้า โดยรวม พรรคกล้าธรรม (เขียว - 58 เสียง) สมการจะพุ่งไปที่ 252 เสียง
และถ้าหากรวม พรรคประชาธิปัตย์ (ฟ้า - 21 เสียง) เข้ามาอีก ตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 273 เสียง
ใครที่คิดว่า "ส้มจะไม่จับกับเขียว ไม่จับกับฟ้า" อย่ามองโลกสวยเกินไปครับ! เพราะในอดีตเราก็เคยเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์มาแล้วว่า "พรรคส้มเองก็เคยโหวตยกมือสนับสนุนฝั่งน้ำเงินขึ้นเป็นนายกฯ มาแล้ว" หรือแม้แต่ "อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประชาชนภาพจำชัดเจน ยังหมุนขั้วมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับคุณเศรษฐา ทวีสิน ได้เลย"
นี่คือบทเรียนว่า "ในทางการเมือง... อะไรก็เกิดขึ้นได้หมดเมื่อตัวเลขลงตัว" ประวัติศาสตร์ปี 2538 ในกรณี "กลุ่ม 16" ก็เคยพิสูจน์แล้วว่าพรรคเล็กสามารถเป็นตัวแปรชี้ชะตารัฐบาลได้ ดังนั้น การหันมาใส่ใจและดึงกลุ่มพรรคเล็กฝั่งรัฐบาลและพรรคกล้าธรรมเข้ามาเติมเต็มในโครงสร้างบริหาร จะเป็นการสลายสมการสลับขั้วได้อย่างเด็ดขาด
3. มิติมุมมองนิติศาสตร์: "สร้างเกราะคุ้มกันศึกซักฟอก ม.151 & คดี QR Code"
การใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ในการปรับ ครม. คือเครื่องมือตามกระบวนการนิติรัฐ เพื่อให้รัฐบาลมีความพร้อมในการผ่านด่านกฎหมายสำคัญ เช่น
1.[ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท] ให้ผ่านสภาได้อย่างราบรื่น เพราะถ้าไม่ผ่านรัฐบาลต้องลาออก
2.[ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณวาระ2-3] เพื่อใหักระบวนการงบประมาณแผ่นดินไหลลงสู่ประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
3.[บล็อกเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติ ม.151] การดูแลกลุ่มพรรคเล็กฝั่งรัฐบาลให้แน่นหนาล่วงหน้า จะเป็น "เกราะคุ้มกันเสียงโหวต" เมื่อฝ่ายค้านเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 รัฐบาลก็จะมีเสียงสนับสนุนท่วมท้นผ่านไว้วางใจได้แบบม้วนเดียวจบ เพราะถ้าย้ายค่ายเมื่อไร เกมส์จบทันที
4.[การรับมือประเด็นนิติสงคราม] วันนี้มีประเด็นเรื่อง "คดี QR Code" ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจำหน่ายคดีเพื่อรอข้อเท็จจริงและพยานผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม การมีเสียงสภาที่แน่นหนาจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเมือง ไม่ให้เกิดภาวะ Deadlock ในสภาครับ
4. มิติมุมมองรัฐศาสตร์: "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง & การตัดวงจรรัฐประหาร 12 ปี"
เพิ่งเปิดสมัยประชุมสภามีรัฐบาลมาได้ไม่ถึง 4 เดือน "ประเมินได้ว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากเลือกตั้งใหม่ในเวลานี้"
แต่สิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน ไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปถึง คือการเกิดทางตันทางการเมือง (Deadlock) เพราะหากย้อนมองประวัติศาสตร์ วันนี้ปี 2569 ผ่านมา 12 ปีเต็มพอดีนับจากการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลักรัฐศาสตร์ที่ถูกต้องที่สุดคือ "การเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง!" การแสดงความเป็นผู้นำที่ยืดหยุ่น ประนีประนอม ใส่ใจมิตรแท้ในสภา และปรับ ครม. กระชับมิตร จะเป็นวาล์วนิรภัยสำคัญที่ช่วยตัดวงจรรัฐประหาร ปกป้องระบบประชาธิปไตย และทำให้สภาเดินหน้าต่อไปได้ครับ
5. มิติมุมมองเศรษฐศาสตร์: "ปรับ ครม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาปากท้อง"
เป้าหมายสูงสุดของการมีรัฐบาลที่มั่นคง คือการดูแลพี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกร และพ่อค้าแม่ขายที่กำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ การปรับ ครม. เพื่อนำดรีมทีมทางการเมืองเข้ามาเสริมทัพ จะช่วยอัดฉีดทรัพยากรและนโยบายลงสู่รากหญ้าได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดครับ
ผมขอส่งเสียงถึง"ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคารพครับ... 'การปรับ ครม. ใครเข้าใครออกเป็นอำนาจเด็ดขาดของท่านนายกฯ แต่ปัญหาทางการเมืองวันนี้คือ พรรคเล็กที่โหวตช่วยรัฐบาลอยู่แล้ว กลับยังไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควรหรือท่านนายกจะเอาพรรคขนาดกลางจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลก็ย่อมทำได้ เช่นกัน จะฟ้าจะเขียว เอาได้หมด เป็นอำนาจท่านนายกฯ"
การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองครับ... การปรับ ครม. จัดระยะห่างเสาวิหารให้สมดุล หันมาใส่ใจและมอบพื้นที่บริหารให้กลุ่มพรรคเล็กฝั่งรัฐบาลที่จงรักภักดี จะทำให้รัฐบาลมีเสียงค้ำยันสภาแน่นหนา เป็นเกราะป้องกันทางการเมืองที่เข้มแข็งที่สุด ในการรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติ 151 เพื่อให้ท่านนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ สามารถเดินหน้าบริหารประเทศและแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ สมัยรัฐบาลลุงตู่มีให้เห็นแล้วอยู่จนเกือบครบ4ปีขาดเพียงไปไม่กี่วันครับ "








