เมื่อวันที่ 29 ก.ค.69 นพ.เหรียญทอง แน่นหนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) และ ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า มีหลายท่านถามผมว่า หากผมตายไปแล้ว จะมีทายาทสืบทอดสานต่ออย่างไร ???
1. ผมกำลังเตรียมการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างกรรมการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) เป็นกรรมการที่มีคุณสมบัติดีจริงและเก่งจริง
2. ผมมีหลานชาย ลูกพี่สาวคนที่ 2 เป็นกรรมการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) ตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ คุณวุฒิเศรษฐศาสตร์บัณฑิต เพิ่มเติมด้วยคุณวุฒิปริญญาโทบริหารธุรกิจ(MBA) และปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์สุขภาพจากต่างประเทศ
3. ผมมีลูก 3 คน
3.1 ลูกสาวคนที่ 1 เป็นกรรมการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา กำลังเพิ่มศักยภาพทางด้านกฎหมาย กำลังเรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิตเพิ่มเติม หากเป็นไปได้ก็อาจจะต่อยอดเนติบัณฑิตไทย เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ 'บ้านไร่มิตรภาพ' ที่จะควบตำแหน่ง 'ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ สาขามิตรภาพ-ปากช่อง' ซึ่งจะเป็นทั้งศูนย์มะเร็ง-ศูนย์อุบัติเหตุ-ศูนย์ผู้สูงอายุและศูนย์ประคับประคองผู้ป่วยมะเร็ง
3.2 ลูกชายคนที่ 2 เป็นกรรมการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขารังสีรักษาและมะเร็งมะเร็งวิทยา ทำหน้าที่ หัวหน้าศูนย์โรคมะเร็ง รพ.มงกุฎวัฒนะ มีทักษะและความสามารถพิเศษในด้านวิศวกรรมเครื่องเร่งอนุภาค(LINAC) ฉายรังสีรักษามะเร็ง ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ไฮเทคอื่นๆที่ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้นำเข้า
3.3 ลูกสาวคนที่ 3 เป็นกรรมการ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) เป็นนักบัญชี-ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต(CPA)-นักการเงิน(CFO) ไม่เรียนหมอ เพราะต้องทำหน้าที่คุมสายบัญชี-การเงิน
เมื่อลูกๆ ทั้งสามยังเป็นเด็กเล็กๆ ชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ผมและภริยาเคยคิดที่จะส่งลูกๆไปเรียนต่างประเทศ ที่เพิร์ธ ออสเตรเลียตะวันตก เพราะสถานศึกษาน่าเรียนมาก
แต่ผมและภริยาตัดสินใจให้ลูกเรียนเมืองไทย ยอมที่จะยากลำบากต้องแข่งขันสูง เดินทางรถติด ต้องตื่นแต่เช้ามืด ...พ่อแม่สอนว่า "ความลำบากสร้างภูมิต้านทานให้ชีวิตแข็งแกร่ง" ครับ ดู 'ตาแป๊ะหลักสี่' เป็นตัวอย่างได้
ภริยาของผมเป็นผู้จัดการลูกๆครับ ดังนั้นความสำเร็จของลูกๆ จึงมาจากภริยาของผม 100% หากเกินกว่า 100%ได้ ก็ยังต้องยกความดีส่วนเกินขึ้นไปอีกให้ภริยาของผมอยู่ดี ...ผมเป็นแค่ 'คนขับรถรับ-ส่งนักเรียน' เท่านั้นครับ
วันนี้ลูกทั้งสามของผมและหลานช่วยงานผม หากพ้นจากรุ่นลูกหลานของผมแล้ว บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) สู่รุ่นหลานเหลนโหลนของผม หากไม่มีความสามารถเพียงพอก็อาจจำเป็นต้องเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย...แต่ถ้ารุ่นหลานเหลนโหลนของผมยังมีความสามารถเพียงพอ บริษัท มงกุฎวัฒนะ จำกัด(มหาชน) ก็จะเป็นบริษัทมหาชนนอกตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป
ชีวิตของผมตั้งแต่เด็กเล็กจนแก่ ผมเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ เติบโตมาจากการซึมซับความยากลำบากของพ่อแม่ พ่อแม่สอน 'คาถาคนรวย' ให้ผมฟังเสมอว่า "ไม่มีให้รู้จักอด อย่าขอใคร อดได้เมื่อไหร่ ออมได้เมื่อนั้น"
ทุกวันนี้ ผมยังไม่ค่อยใช้เงินซื้ออะไรเลย เสื้อผ้าก็เก่าเกือบ 10 ปีแล้วก็ยังสวมใส่ได้ ก็ขี้เกียจไปเสียเวลาเลือกเสื้อผ้า เพราะเป็นคนไม่มีแฟชั่น มีแต่สไตล์เดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง จึงซื้อเสื้อผ้าไม่เป็นครับ
พ่อแม่ยังสอนเสมออีกว่า "ไม่ต้องอยากมีอยากได้เหมือนคนอื่น จงเจียมตัว"... "หากวันหนึ่งร่ำรวย ก็จงเป็นคนรวยที่เจียมตัวต่อไป"
ผมไม่มีค่านิยมทางวัตถุ ไม่รู้จักแบรนด์ดัง ไม่สนรถหรู ผมแต่งงานก็งานแต่งแบบชาวบ้านทั่วไป แหวนหมั้นของผมก็วงเล็กๆ สินสอดทองหมั้นก็ไม่กี่บาท จัดงานเลี้ยงก็ร้านอาหารธรรมดา ถึงแม้จะมีคนรู้จักมากมาย แต่ผมก็แต่งงานอย่างเงียบๆ เจียมตัว ไม่เอิกเกริก
จนมีคนลือกันว่าผมไปทำภริยาท้อง ต้องรีบแต่งงานอย่างเงียบๆ 55555 เรื่องจริงนะครับ...ทำไมไม่ลือว่าผมแต่งงานเงียบๆ เพราะกลัวเมียหลวงกันล่ะคร๊าบ ...ภริยาของผมเลยพลอยเป็นขี้ปากซวยเพราะแต่งงานกับผมไปด้วย แต่...ซวย...ส่วย...ซ่วย...ส้วย...'สวย' เหมือนนางงามนะครับ
ผมจัดงานแต่งงานให้ลูกๆ ก็ไม่เอิกเกริก สมถะ เรียบง่าย เหมือนผมนี่แหละ เรายึดถือ 'คาถาคนรวย' ที่พ่อแม่ของผมสอนผมมา... "ไม่มีให้รู้จักอด อย่าขอใคร อดได้เมื่อไหร่ ออมได้เมื่อนั้น"
พ่อแม่สอนดีครับ จึงเล่าให้ฟัง








