วันที่ 29 มิ.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า [ ถอดรหัสสมการคะแนนเลือกตั้ง กทม. : เมื่อ "แบรนด์บุคคล" และ "พฤติกรรมคนกรุง" แยกขาดจากแบรนด์พรรค ]
โดย สามารถ เจนชัยจิตรวนิช #ผู้มาก่อนกาล
ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในค่ำคืนนี้ (28 มิ.ย. 2569) ถือเป็นภาพสะท้อนและบทเรียนทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งตัวเลขสถิติอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 21:36 น. จากหน้าจอรายงานผล ยอดรวมผู้มาใช้สิทธิ์สะสมอยู่ที่ 2,201,738 คะแนน
หลายคนอาจจะกำลังตื่นเต้นตระหนกกับผลคะแนนที่ออกมา แต่สำหรับผม สิ่งที่ปรากฏบนหน้ากระดานในค่ำคืนนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือนึกฝันเลยครับ เพราะนี่คือทิศทางเดียวกับที่ผมเคยวิเคราะห์เจาะลึกและกางสมการฟันธงผลลัพธ์ผ่านทั้งรายการของ ไบรท์ทีวี (Bright TV) และบทสัมภาษณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐไว้ก่อนหน้านี้ทุกประการ ชนิดที่เรียกว่า "แม่นยำตรงตามเป้า" โดยภาพรวมยอดคนออกมาใช้สิทธิ์รอบนี้อาจจะน้อยกว่าปี 2565 เล็กน้อย (ปี 65 มีผู้ใช้สิทธิ์ 2,673,696 คน) แต่ตัวเลข ณ เวลานี้ก็นิ่งพอที่จะถอดบทเรียนสถิติออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นความรู้ทางการเมืองร่วมกันดังนี้ครับ:
1. ชัยชนะของระบบ "แบรนด์บุคคล" ที่ตอบโจทย์คนเมือง
การที่คะแนนของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (เบอร์ 9) ทะยานไปถึง 1,444,914 คะแนน (คิดเป็น 67.79%) จนเกือบแตะหลักล้านห้าแสนตามสูตรคำนวณที่ผมเคยเปิดเผยผ่านสื่อไว้นั้น สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงให้ความไว้วางใจในตัวบุคคลที่มีภาพลักษณ์การทำงานต่อเนื่อง ตัวเลขนี้ไม่ได้มาเพราะกระแสพรรคดัน แต่มาจากฐานความนิยมเฉพาะตัวที่เหนียวแน่นและสามารถขยายฐานข้ามขั้วได้สำเร็จครับ
2. ปรากฏการณ์ "แยกตะกร้าคะแนน" ของผู้นิยมพรรคส้ม
รอบนี้ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (เบอร์ 14) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ด้วยคะแนน 288,171 คะแนน (13.52%) ขณะที่ คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (เบอร์ 10) จากพรรคประชาชน ร่วงลงไปอยู่อันดับ 3 ได้ไป 176,934 คะแนน (8.30%) ซึ่งน้อยกว่าสถิติเดิมปี 2565 ของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เคยทำไว้ 253,851 คะแนน ตรงตามที่ผมเตือนไว้ว่าโมเดลส่งใครก็ชนะเริ่มใช้ไม่ได้
ความน่าสนใจเชิงรัฐศาสตร์อยู่ตรงนี้ครับ... ในสนาม ส.ก. พรรคประชาชนสามารถทำยอดที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับตอนเป็นพรรคก้าวไกลเดิม (ขยับจาก 14 ที่นั่ง ขึ้นมาเป็น 22 ที่นั่งตามโพล) แต่พอเป็นสนามผู้ว่าฯ คะแนนกลับไม่ได้ไหลตามมาเต็มร้อย สิ่งนี้ให้บทเรียนว่า "ฐานเสียงคนรุ่นใหม่และคนสนับสนุนพรรคส้มในปัจจุบัน มีความเป็นอิสระและแยกแยะสูงมาก" พวกเขาเลือก ส.ก. เพื่อไปทำงานพื้นที่ในนามพรรค แต่สำหรับการเลือกผู้นำองค์กรสูงสุดอย่างผู้ว่าฯ เขาจะพิจารณาความพร้อมของตัวผู้สมัครเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด แบรนด์พรรคจึงไม่สามารถการันตีคะแนนแบบเบ็ดเสร็จได้อีกต่อไป หากตัวบุคคลยังไม่ตอบโจทย์สเปกของคนเมือง
3. โจทย์ใหญ่ของพรรคเก่าแก่ กับเพดานกระแสนิยม
ในส่วนของ คุณอนุชา บูรพชัยศรี (เบอร์ 5) จากพรรคประชาธิปัตย์ รั้งอันดับ 4 อยู่ที่ 101,819 คะแนน (4.78%) ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ในรอบนี้แกนนำระดับแม่เหล็กอย่าง "คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หรือแด๊ดดี้อภิสิทธิ์ จะลงมาช่วยโหมโรงและเดินพื้นที่หาเสียงให้อย่างเต็มที่ แต่อาการนิยมในนามพรรคประชาธิปัตย์พื้นที่เมืองหลวงยังคงเผชิญความท้าทายสูงมาก
หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบดูจะเห็นสัญญาณชัดเจน:
ปี 2565 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เคยทำไว้ = 254,723 คะแนน
ปี 2569 คุณอนุชา บูรพชัยศรี รอบนี้ได้ = 101,819 คะแนน
(คะแนนลดลงจากฐานเดิมดิ่งไปถึง = 152,904 คะแนน)
เมื่อบวกกับการที่ที่นั่ง ส.ก. ของพรรคลดลงจากเดิมที่เคยได้ 9 ที่นั่ง และตัวเลขฐานสถิติตอนเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 ในส่วนบัญชีรายชื่อ กทม. ที่พรรคเคยได้ไว้เพียง 85,703 คะแนน (2.59%) มันสะท้อนให้เห็นข้อคิดสำคัญว่า "กระแสนิยมส่วนตัวของแกนนำ ไม่สามารถส่งถ่ายไปยังผู้สมัครในนามพรรคได้ทั้งหมดอีกต่อไป" พฤติกรรมศาสตร์ของคนกรุงเปลี่ยนไปไกลกว่าการยึดติดกับบารมีเดิมในอดีตแล้วครับ
[ ถอดรหัสลับสูตรคำนวณ: คะแนนอันดับ 2 ไม่ได้น่าตกใจ... หากเข้าใจการเคลื่อนย้ายของฐานอนุรักษ์นิยม ]
หากมองผิวเผิน หลายคนอาจแปลกใจกับคะแนนอันดับ 2 ของ ดร.มัลลิกา แต่หากเรากางสมการตัวเลขวิเคราะห์อย่างเป็นกลางจะพบคำตอบที่สมเหตุสมผลครับ:
ส่วนต่างคะแนนที่ลดลงของประชาธิปัตย์: 152,904 คะแนน
ส่วนต่างคะแนนที่ลดลงของฝั่งพรรคส้ม: 76,917 คะแนน
ฐานคะแนนเดิมของ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ปี 65: มีอยู่เดิม 214,805 คะแนน
เมื่อนำยอดส่วนต่างคะแนนที่เคลื่อนย้ายเหล่านี้มารวมกัน (152,904 + 76,917 + 214,805)
จะพบว่ามีกลุ่มก้อนคะแนนสะสมในระบบที่เคยเลือกแนวทางอนุรักษ์นิยมและแนวทางเดิมอยู่ถึง 444,626 คะแนน
แต่ทำไมคะแนนของ ดร.มัลลิกา จึงมาอยู่ที่ 288,171 คะแนน? นั่นเป็นเพราะคะแนนก้อนใหญ่อีกกว่า 1.5 แสนคะแนนที่เหลือนั้น ไม่ได้ไหลมารวมที่จุดเดียว แต่กระจายออกเป็น 3 เส้นทางตามธรรมชาติการตัดสินใจของคนเมือง:
กลุ่มที่ 1: เลือกที่จะไม่มาใช้สิทธิ์ในรอบนี้ (นอนหลับทับสิทธิ์เนื่องจากกระแสอิ่มตัวทางการเมือง ทำยอดรวมคนมาใช้สิทธิ์ดรอปลง)
กลุ่มที่ 2: กระจายแต้มไปให้ผู้สมัครแนวคิดทางเลือกอื่น ๆ เช่น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี
กลุ่มที่ 3 (จุดสำคัญ): ย้ายขั้วตัดสินใจเทคะแนนข้ามฝั่งไปเติมให้ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยตรง จนส่งผลให้คะแนนแชมป์เก่าพุ่งไปอยู่ที่ 1,444,914 คะแนน ทุบสถิติเดิมตามสัดส่วนที่ผมได้คำนวณไว้
บทสรุปของการเลือกตั้ง กทม. รอบนี้บอกเราว่า "ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร" และคนกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนในการลงคะแนนมากขึ้นเรื่อย ๆ การวิเคราะห์การเมืองยุคใหม่จึงต้องมองให้ทะลุถึงพฤติกรรมศาสตร์ ไม่ใช่มองแค่ชื่อพรรค
ผม "สามารถ เจนชัยจิตรวนิช" จะยังคงนำข้อมูลดิบและข้อเท็จจริงเชิงสถิติ มาแลกเปลี่ยนทัศนะและอ่านเกมการเมืองล่วงหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องได้มองเห็นภาพกว้างของบ้านเมืองไปด้วยกันครับ








