วันที่ 20 พ.ค.69 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026": เมื่อคำว่า "ต้องได้ดูฟรี" ไม่คุ้มค่าภาษีประชาชนอีกต่อไป
บทเรียนจากอดีต ตัวเลขในปัจจุบัน และโมเดลจากเพื่อนบ้าน กำลังบอกเราว่า ยุทธศาสตร์การทุ่มเงินซื้อความสุขชั่วคราวชิ้นนี้... สมควร "พอ" ได้แล้วครับ
ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมขอชวนทุกท่านมาส่อง "ตัวเลขเบื้องหลัง" ที่โซเชียลกำลังถกเถียงกันอย่างหนัก หลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณ "ถอย" ไม่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปอุ้มดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ที่พุ่งสูงถึง 1,700 ล้านบาท เรามาดูกันว่าทำไมการถอยรอบนี้ จึงเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องที่สุดในรอบหลายปี
เปรียบเทียบตัวเลขและผลกระทบ: บอลโลก 2022 vs บอลโลก 2026
มูลค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 20%
บอลโลก 2022 (กาตาร์): ประเทศไทยจ่ายไปประมาณ 1,400 ล้านบาท
บอลโลก 2026 (สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก): ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 1,700 ล้านบาท (รวมภาษีและการดำเนินการ) ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงเกินขีดความสามารถทางการคลังในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
- ไทม์โซนทำพิษ เม็ดเงินโฆษณาหดตัว
บอลโลก 2022: เวลาแข่งขันอยู่ในช่วง 17.00 - 02.00 น. ซึ่งเป็นช่วงค่ำและเวลาไพรม์ไทม์ของไทย เรตติ้งจึงพุ่งสูง สปอนเซอร์พร้อมจ่าย
บอลโลก 2026: เวลาแข่งขันขยับไปเป็น 03.00 - 10.00 น. (ช่วงเช้ามืดจนถึงเวลาเข้างาน) ซึ่งเป็นเวลาที่ยากต่อการดึงยอดผู้ชม ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุนเพราะเม็ดเงินโฆษณาไม่คุ้มทุน
- พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
บอลโลก 2022: ประชาชนยังออกมาสังสรรค์และรับชมร่วมกันตามร้านอาหาร ผับบาร์ หรือลานกิจกรรม ช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบ
บอลโลก 2026: ด้วยเวลาเตะที่เช้ามาก คนส่วนใหญ่จะ เลือกดูเงียบ ๆ ที่บ้านผ่านระบบสตรีมมิ่ง ก่อนไปทำงาน ทำให้ไม่มีพลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการเหมือนเก่า
- ส่อง Fact ต่างประเทศ: ตัวเลขประชากร vs ค่าลิขสิทธิ์ (ใครจ่ายเท่าไหร่?)
คำถามสำคัญคือ ประเทศอื่นเขาโดนฟันราคาเหมือนเราไหม? แล้วรัฐบาลบ้านเขาต้องควักเงินอุ้ม 100% หรือเปล่า? ข้อมูลชุดนี้คือคำตอบครับ
จีน (ประชากร 1,410 ล้านคน): สถานีโทรทัศน์กลาง (CMG/CCTV) ต่อรองกับฟีฟ่าอย่างดุเดือดจนจบดีลที่ประมาณ 2,100 - 2,800 ล้านบาท (60-80 ล้าน USD จากที่โดนเรียกตอนแรก 250 ล้าน USD) โดย รัฐบาลไม่ควักเนื้อ แต่ให้สถานีบริหารจัดการหาโฆษณาและสปอนเซอร์เชิงพาณิชย์เอง
อินเดีย (ประชากร 1,440 ล้านคน): เอกชนจัดการ 100% ดีลหลักวิ่งผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง JioStar จบดีลอยู่ที่ประมาณ 700 - 1,200 ล้านบาท (20-35 ล้าน USD) รัฐบาลไม่ต้องควักเงินสากกะเบือยันเรือรบ
สิงคโปร์ (ประชากร 6 ล้านคน): จ่ายค่าลิขสิทธิ์ราว 670 ล้านบาท โดยใช้ โมเดลรัฐร่วมเอกชน (Mediacorp) ถ่ายทอดสดให้ประชาชนดูฟรี "เฉพาะนัดสำคัญ" (เช่น นัดเปิดสนาม, รอบรองฯ, รอบชิงฯ) ส่วนใครอยากดูครบทุกแมตช์ 48 ทีม 104 นัด ต้องซื้อแพ็กเกจเพิ่มเอง (Pay-Per-View)
ประเทศไทย (ประชากร 70 ล้านคน): เจอตัวเลขเรียกเก็บสูงถึง 1,300 - 1,700 ล้านบาท! ขณะที่งบของ กสทช. มีกรอบจำกัดแค่ 600 ล้านบาท และไม่มีเอกชนรายไหนกล้าลงขันเพิ่มเพราะรู้ว่าเจ๊งแน่นอน
วิเคราะห์เชิงตัวเลขต่อหัว (Per Capita):
หากเทียบสัดส่วนประชากร ไทยมีประชากรน้อยกว่าจีนและอินเดียถึง 20 เท่า แต่เรากลับโดนเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ในราคาที่แทบจะไล่เลี่ยกัน นั่นหมายความว่า "คนไทยต้องแบกรับต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ต่อหัวแพงกว่าจีนและอินเดียถึง 10-20 เท่า!" การที่รัฐบาลและ กสทช. เลือกที่จะเบรกรอบนี้ จึงไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่คือการปฏิเสธการโดนโก่งราคาที่ไม่เป็นธรรมครับ
3 เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์สังคม: ทำไมรอบนี้ต้อง "พอ"?
1. "ไทม์โซนตี 3" ฆ่ารายได้โฆษณา ภาคเอกชนเมินร่วมทุน
บอลโลก 2569 จัดที่อเมริกาเหนือ คู่เดือด ๆ เตะตี 3 บ้าง จบตอน 10 โมงเช้าบ้าง ซึ่งไม่ใช่เวลาที่คนจะออกไปสังสรรค์ตามร้านอาหาร ผับบาร์ หรือลานกิจกรรม เม็ดเงินที่จะสะพัดในระบบเศรษฐกิจฐานรากจึงแทบเป็นศูนย์ เมื่อเรตติ้งคนดูลดลง สปอนเซอร์เอกชนก็ไม่สู้ราคา เพราะเม็ดเงินโฆษณาไม่คุ้มทุน
2. โมเดล "Must Have / Must Take" คือกับดักกฎหมายไทย
ในอดีตเรามีกฎที่บังคับว่ากีฬามหาชน 7 ประเภท (รวมบอลโลก) ต้องถ่ายทอดสดให้ดูฟรีทุกแพลตฟอร์ม กฎนี้ทำให้กลไกตลาดเสรีพัง เพราะเอกชนรายไหนควักเงินซื้อ ก็ไม่สามารถเก็บเงินค่าบริการ (Pay-Per-View) จากคนดูได้ แถมสปอนเซอร์ก็ไม่เข้า สุดท้ายก็ไม่มีเอกชนหน้าไหนยอมเสี่ยง และต้องผลักภาระกลับมาให้รัฐบาลควักเงินภาษีอุ้มทุกครั้ง
3. Opportunity Cost (ค่าเสียโอกาส) ของเงิน 1,700 ล้านบาท
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดการณ์เติบโตต่ำเพียง 1.2% สวนทางกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูง เงิน 1,700 ล้านบาทหากเอามาฝืนซื้อลิขสิทธิ์ จะสร้างความสุขฉาบฉวยให้คนไทยได้เพียง "1 เดือน" แล้วก็จางหายไป
แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์... นำเงิน 1,700 ล้านบาทนี้ ไปกระจายลงสู่ระบบรากหญ้า พัฒนาอะคาเดมี่ฟุตบอลเยาวชนไทยทั่วประเทศ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนามกีฬา และบุคลากรอย่างเป็นระบบ เงินก้อนนี้จะสร้างมูลค่ากลับมาให้ประเทศในระยะยาว และอาจพา "ทีมชาติไทย" ไปเหยียบฟุตบอลโลกจริง ๆ ได้ โดยไม่ต้องรอนั่งดูชาติอื่นชูถ้วยอีกต่อไป
มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
คำว่า Soft Power ที่แท้จริง ไม่ใช่การจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของคนอื่นมานั่งดู แต่คือการ "สร้างโครงสร้างพื้นฐาน" เพื่อให้คนในประเทศพัฒนาศักยภาพขึ้นไปแข่งขันในระดับโลกได้
ไม่มีประเทศไหนในโลกที่รัฐบาลแบกค่าดูบอลโลกให้ประชาชนฟรี 100% ทุกแมตช์ การที่รัฐบาลใช้หลัก "Best Efforts" คือเปิดทางให้เอกชนดีลกันเองตามกลไกตลาด แต่จะไม่ควักเนื้อใช้เงินภาษีแผ่นดิน ถือเป็นการถอยที่ "ได้ใจ" ประชาชนกลุ่มที่มองความจริง และเป็นการใช้ Data นำทางความคุ้มค่าทางการคลังที่ถูกต้องที่สุดครับ
คุณคิดว่าประเทศไทยควรพอแค่นี้ แล้วแก้กฎหมายให้เอกชนเข้ามาบริหารแบบเสรี หรือควรหาทางไปต่อในโค้งสุดท้าย? คอมเมนต์มาคุยกันครับ








