วันที่ 8 เม.ย.69 อาจารย์ อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ระบุว่า...
ก่อนถึงเดดไลน์โจมตีสะพานอิหร่านจากคำขู่ของทรัมป์ว่า อารยธรรมอิหร่านจะสิ้นสูญภายในวันเดียว ประชาชนชาวอิหร่านได้ออกมากางธงบนสะพานเพื่อเป็นโล่มนุษย์ ปากีสถานพยายามเจรจาหยุดยิงยืดเดดไลน์ต่อไปได้อีกสองสัปดาห์ โดยการเจรจาจะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 10 เมษายน
ขณะเดียวกันอิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้นอกภูมิภาค และจะทำให้อเมริกาและพันธมิตรขาดน้ำมันและแก๊สไปอีกหลายปีหากอเมริกา “ล้ำเส้น” โจมตีพลเมืองผู้บริสุทธิ์
ตามความเป็นจริงทรัมป์ไม่สามารถจะพุ่งเป้าโจมตีพลเรือนได้ เพราะจะทำให้ตกเป็น “อาชาญกรสงคราม” ทันที
การหยุดยิงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง แต่รูปการณ์ที่เกิดแบบเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ความน่าเชื่อถือของปธน.ทรัมป์ถดถอยยิ่งขึ้น ทุกคำขู่คือการพยายามหาทางลงครั้งแล้วครั้งเล่า จนสื่อต่างชาติใช้คำว่า “Climb down” ปีนลงไม่ใช่หางทางลง “Find a way out” ตามปกติ
ทันทีที่หยุดยิง ราคาน้ำมันได้ลดต่ำลงกว่า 100 usd ต่อบาร์เรล
คนอเมริกันเองรู้สึกละอายใจที่เรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะที่ชาวโลกติดตามข่าวด้วยใจระทึก จิตใจของชาวอิหร่านกลับเต็มด้วยความกล้าหาญที่จะเผชิญกับความระทมทุกข์ ความตายไม่น่ากลัวไปกว่าการอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี ชาวอิหร่านจึงออกมากางธงบนสะพาน เพื่อปกป้องอารยธรรมพันปีของตน
ตัดมาที่ภาพข่าวจาก Oval Office ของทรัมป์อันโอ่อ่า ทำให้อาจารย์ตั้งคำถามว่า “ปธน.ทรัมป์มีสิทธิ์อะไร ที่ไปย่ำยีประเทศที่มีความเป็นหนึ่งด้านอารยธรรมโลก และทำให้ชาวอิหร่าน 90 ล้านคนต้องเผชิญทุกข์อันสาหัสแบบนี้”
บนสะพานและถนนที่อิหร่าน ผู้คนออกมาโบกธงรอรับการมาถึงของมัจจุราชบนฟ้า แต่บนถนนที่แอลเอคลาคล่ำด้วยรถมากมาย ชีวิตพลเมืองของประเทศที่ข่มขู่จะทำลายล้างคนอื่น มีความเป็นปกติสุขดี ผู้คนออกทำงาน เรียนหนังสือ ค้าขายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เบเวอร์ลี่ฮิลย่านมหาเศรษฐีก็ดูราวกับเป็นรมณียสถาน ไม่มีแม้แต่ฝุ่นให้รู้สึกระคายเคือง
นานาชาติกำลังผลักประชากร 90 ล้านคน ให้ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก และต้องเผชิญการข่มขู่อันน่าหวาดผวาและน่ารังเกียจ อย่างที่ไม่เคยมีผู้นำคนไหนทำมาก่อน
สงครามน้ำลายจะกัดเซาะเศรษฐกิจโลกต่อไป ความชะงักงันและการถดถอยทางเศรษฐกิจมาแน่ แม้ทางเอเชียไม่เสียเลือดเนื้อ แต่เสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำมันได้ทันท่วงที จะถูกกัดเซาะพอๆ กับการถูกขู่ทำลายล้างยันรากอารยธรรม
นาฏสงคราม หรือสงครามการละครก่อเกิดคลื่นเศรษฐกิจลูกใหญ่ จะคัดคนอ่อนแอออกไปจากระบบ ที่จนอยู่จะจนยิ่งขึ้น คนรวยจะกลายเป็นคนเคยรวย มหาเศรษฐีต่างชาติจะรอจังหวะเข้ามาบีบซื้อกิจการที่สิ้นลมในราคาถูก และคำพูดของทรัมป์ที่เชื่อถืออะไรไม่ได้ ก็ยังคงมีไว้ปั่นตลาดทุนต่อไป
ประเทศทางเอเชียจะถูกลากให้ติดหล่มเศรษฐกิจในเกมยาว ผู้นำประเทศในเอเชียจะถูกวัดความฉลาดและความเข้มแข็ง ว่าใครจะสามารถต่อกรกับวิกฤตพลังงานได้ดีกว่ากัน
นาฏสงครามครั้งนี้ ทุกคนในโลกถูกลากมาติดอยู่ในเกมด้วยกันทั้งหมด ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นหลุดพ้น
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
8 เมษายน 2569








