วันที่ 6 ก.พ.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุข้อความว่า คนไทยจะตัดสินใจอย่างไรในวันเลือกตั้ง
1. ทำไมหลายคนไม่มั่นใจว่าเลือกแล้วจะดี
การตัดสินใจเลือกผู้แทนหรือลงประชามติของเรานั้น นอกจากจะเป็นหน้าที่และมีบทลงโทษด้วยถ้าไม่ไปใช้สิทธิ ก็ยังเป็นความต้องการส่วนตัวของแต่ละคน ใครยืนตรงไหน มองเห็นอะไร ก็จะเลือกในสิ่งนั้น แม้ในครอบครัวเดียวกันก็อาจจะเลือกไม่เหมือนกัน เป็นความรู้สึกรวม ๆ ของแต่ละคน ต่อส่วนรวม ต่อผู้สมัครแข่งขัน ต่อพรรคการเมือง ผสมกับหลักคิดและตัวแปรต่าง ๆ ที่ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ บางคนมองย้อนกลับไป ก็แทบไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมลงคะแนนแบบนั้นในอดีต แต่สุดท้ายแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนว่าเคยเจออะไรแบบไหนมาก่อน กำลังอยู่ในสภาวะเช่นไร เข้าใจและต้องการให้ประเทศของตนหรือตนเองเดินต่อไปทางไหน
2 . ตัวเลือกที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปกันแน่
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คนไทยเกือบ 53 ล้านคนที่มีสิทธิไปลงคะแนน มีตัวเลือก (Choices) กันอยู่ไม่น้อย เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่อายุตั้งแต่ 35 ถึงเกือบ 80 ปี และพรรคใหม่ ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา รวมกันแล้วก็มีให้เลือกถึงเกือบ 60 พรรค มีผู้สมัครแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อรวมกันให้เลือกกันมากกว่า 5,000 คน มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้เลือกทางอ้อมกันอีกเกือบร้อยคน และเราก็ยังมีโอกาสสำคัญที่จะได้ตัดสินใจว่า จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมต่อไป โดยอาจจะแก้ไขปรับปรุงบางมาตราได้บ้างในอนาคต หรือจะจัดทำฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนฉบับปัจจุบันทั้งฉบับ ซึ่งก็ต้องลงประชามติกันอีก 2 รอบในขั้นตอนต่อไปถ้าเห็นชอบ
นอกจากนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้นำเสนอนโยบายของตนแบบกว้าง ๆ ง่าย ๆ และหลากหลาย ทั้งเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ หรือเรื่องเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ฯลฯ หรือเรื่องในเชิงระบบหรือโครงสร้าง อีกทั้งยังมีเรื่องเพื่อนบ้าน ความมั่นคง การทหาร ศึกสงคราม เรื่องชายแดน ตลอดจนความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจและกับนานาชาติ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงแม้ว่าหลาย ๆ นโยบายจะไม่ครอบคลุมหรือมีรายละเอียดมากนัก และส่วนใหญ่ออกไปในแนวประชานิยมหรือหาคะแนนนิยม ยึดหลักการตลาด ยึดพื้นที่สื่อสาร สร้างความสนใจหรือความแตกต่าง จึงทำให้หลายคนสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือไม่เพียงไร ใครจะรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่จะหาเสียงและเตรียมการนั้น ก็ดูน้อยเกินไป เกิดความคลุมเครือ ฉุกละหุก และข้อบกพร่องผิดพลาดหลายประการอย่างที่เห็น
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรามีตัวช่วยตัดสินใจหลายตัว เช่น มีสื่อสารมวลชนไม่น้อยที่ช่วยรายงานข้อเท็จจริงให้เราทราบ มีสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อส่วนตัวสมัยใหม่ของผู้สมัคร ของผู้รู้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ฯลฯ ที่เราเข้าถึงได้ไม่ยาก อีกทั้งข้อมูลหลายอย่างก็ถูกส่งเข้ามาหาเราเองโดยแทบไม่ต้องค้นหา และเราก็ยังมีเวทีดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ที่ทำให้เห็นตัวตนของผู้สมัครและของพรรคได้มากขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน ที่สำคัญ คนที่มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ เคยผ่านประสบการณ์หรือเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งร้ายและดีมาแล้วหลายครั้ง ได้เห็นความสามารถของนักการเมือง ของพรรคการเมือง หรือของผู้สมัครหลาย ๆ คนมาแล้ว ดังนั้น การจะเลือกใครหรือตัดสินใจอย่างไร ก็ไม่น่าจะยากมากนัก
ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาเรื่องตัวเลือกว่ามีน้อย บางคนมองว่าเยอะไปด้วยซ้ำ แต่ปัญหาน่าจะเป็นความวิตกกังวลว่าตัวเลือกเหล่านั้น อาจจะไม่ดีเพียงพอที่จะนำพาประเทศออกจากสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าอยู่ได้
3. “สามนคราประชาธิปไตย” ที่จะกำหนดอนาคตของไทย
โดยข้อเท็จจริงแล้ว เราอาจจะมี “ตัวเลือก” ต่าง ๆ ค่อนข้างมากอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่หลายคนก็ยังรู้สึกว่า “ทางเลือกที่ดีที่สุด” (The best way) หรือเหมาะสมจริง ๆ นั้น แทบจะไม่มี ถ้าจะนำเอาแนวคิดเดิมของท่านอาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง “สองนคราประชาธิปไตย” มาช่วยสรุป “ตัวเลือก” ต่าง ๆ ก็จะพบว่าเรามี “ทางเลือก” แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้:
1) กลุ่มแรกหรือทางเลือกแรก: “ขึ้นรูปประเทศใหม่“ (A new shape of a country) - เป็นแนวทางที่จะ ”พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” ให้กับประเทศ โดยมีพรรคใหญ่พรรคหนึ่งเป็นแกนสำคัญ มีคนจำนวนไม่น้อยสนับสนุน ทั้งหนุ่มสาวหรือในวัยอื่น ๆ ที่รู้สึกร่วมกันมานานหลายปีแล้วว่า ถ้าประเทศไม่เปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ ๆ และการทำงานของระบบราชการ สถาบันต่าง ๆ อย่างถอนรากถอนโคน และทำให้ประชาชนมีความหมายในสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว ประเทศก็จะเดิน “ถอยหลังเข้าคลอง” ไปตามลำดับ ซึ่งในที่สุดแล้ว แทบทุกคนทุกวัยก็จะหมดอนาคต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ที่จะต้องรับภาระดูแลประเทศต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำกันมาก่อน ทั้งนี้ เพื่อ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าให้ได้ แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าจะทำได้จริงเท่าไรหรือเกิดความขัดแย้งในสังคมมากเพียงใด
ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีพรรคการเมืองหลายพรรคนำเสนอนโยบายในแนวทางนี้ โดยคนที่สนับสนุนหรือชื่นชอบก็มีมากเป็นลำดับต้น ๆ หรือเคยสูงสุดมาแล้ว หลายคนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ หลายคนเป็นผู้ถูกกระทำหรือเป็นเหยื่อมาก่อน หลายคนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรหรือมีส่วนได้ส่วนเสียน้อยกับระบบที่เป็นอยู่ และอีกหลายคนก็ได้ประโยชน์ลดน้อยถอยลง ดังนั้น คนกลุ่มนี้ จึงไม่ต้องการที่จะ ”ย่ำอยู่กับที่“ หรือ “ถอยหลังเข้าคลอง“ การเดินไปข้างหน้าในแนวทางใหม่ ๆ เท่านั้นที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ในทางวิชาการเราอาจจะจัดข้อเสนอต่าง ๆ ของกลุ่มนี้ ให้อยู่ในแนวทาง “อุดมคตินิยม“ (Idealism) หรือ ”สังคมนิยม” (Socialism) หรือเป็นพวก “หัวก้าวหน้า“ (Progressive) หรือแม้แต่บางรูปแบบก็เป็น ”เสรีนิยม“ (Liberalism) หรือเป็น “ฝ่ายซ้าย” (Leftism) ถ้าเข้มข้นมาก ๆ ก็จัดได้ในแนว “สุดโต่ง” (Extremism) หรือ “ปฏิวัติ” (Revolutionary) ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในหลายประเทศ ความสำเร็จและล้มเหลวของแนวทางเหล่านี้ก็มีให้เห็นกันอยู่ในหลายประเทศ
2) กลุ่มที่สองหรือทางเลือกที่สอง: “คงรูปเดิมของประเทศ“ (The same country of us) - เป็นแนวทางที่ต้องการรักษาโครงสร้างและการทำงานของประเทศหลัก ๆ ส่วนใหญ่ไว้ แต่จะปรับปรุงการทำงานของข้าราชการหรือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ โดยมีพรรคการเมืองจำนวนมากที่สุดนำเสนอนโยบายในแนวทางนี้ โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ ๆ และกลาง ๆ รวมทั้งกลุ่ม “พรรคพวก” หรือที่เคยบริหารประเทศกันมาแล้วหลายปี ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง เป็นแกนสำคัญ หลายพรรคและหลายกลุ่มก็เป็นแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมมาแล้ว และก็คงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในครั้งนี้ โดยผู้ที่สนับสนุนกลุ่มนี้เชื่อว่าการ ”พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน“ นั้นไม่เกิดประโยชน์แท้จริงต่อประเทศชาติและประชาชน จะทำไม่ได้จริงด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายจะเกิดวิกฤตอย่างรุนแรงต่อระบบ ต่อสถาบันหลัก ๆ ของประเทศ ในที่สุดแล้ว ก็ไม่ใช่ “ถอยหลังเข้าคลอง“ แต่จะเป็น ”รัฐล้มเหลว” เพราะคนกลุ่มแรกที่ว่านั้นไม่มีประสบการณ์จริงมาบริหารบ้านเมือง
ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคการเมืองบางพรรคในกลุ่มนี้ได้นำเอาบุคคล “มืออาชีพ” หรือที่ “ดูดี” เข้ามาเสริมทีม บางพรรคจัดให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือระบุให้เป็นรัฐมนตรีหากชนะเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนว่าถึงจะเคยล้มเหลวในการบริหารมาก่อน แต่ครั้งนี้ก็มีคนเก่งฝีมือดีมาช่วยเสริมทีม แม้ว่าคนเหล่านี้จะมาจากข้าราชการประจำหรือภาคธุรกิจเอกชน เคยได้ประโยชน์หรือประสบความสำเร็จมาจากระบบเดิม และยังต้องพึ่งพาโครงสร้างเดิม ๆ ของกลุ่มเดิม ๆ ในการทำงานก็ตาม แต่คนที่สนับสนุนก็มองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะระบบก็ต้องเดินต่อไป และคนจำนวนมากก็ยังคงได้รับประโยชน์หรือต้องพึ่งพาระบบเดิมนี้อยู่
ในทางวิชาการเราอาจจะจัดข้อเสนอของกลุ่มนี้ ให้อยู่ในแนวทาง “อนุรักษ์นิยม“ (Conservative) หรือ ”สัมฤทธิ์ผลนิยม“ หรือ ”ปฏิบัตินิยม“ (Pragmatism) หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นพวก “หัวเก่า“ (Old-fashioned) “ชาตินิยม” (Nationalist) หรือแม้แต่บางรูปแบบก็เรียกได้ว่า ”โบราณ“ (Old school) หรือเป็น ”ฝ่ายขวา“ (Rightist) ถ้าเข้มข้นมาก ๆ ก็จัดอยู่ในแนว “สุดโต่ง” (Extremism) “อำนาจนิยม (Authoritarianism) หรือ “เผด็จการ” (Dictator) ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในหลายประเทศเช่นกัน ความสำเร็จและล้มเหลวของแนวทางเหล่านี้ก็มีให้เห็นกันในหลาย ๆ ประเทศด้วย
3) กลุ่มที่สามหรือทางเลือกที่สาม: “สมดุลใหม่ทางการเมือง“ (The New Equilibrium) - เป็นแนวทางที่ไม่ต้องการ “ล้มระบบเดิม หรือ “รักษาโครงสร้างเก่า” ไว้ทั้งหมด แต่จะหาสมดุลใหม่หรือผสมข้อดีของทั้งสองแนวทางข้างต้นเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญจะ ”ตรวจสอบและถ่วงดุล“ ทั้งสองกลุ่มข้างต้นไม่ให้ “สุดโต่ง” หรือ “เฉื่อยชา” จนเกินไป ซึ่งแนวทางนี้ ”สายกลาง” นี้ แทบจะไม่มีพรรคการเมืองใดนำเสนออย่างชัดเจน
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าเริ่มมีพรรคการเมืองบางพรรคได้นำเสนอนโยบายบางอย่างที่จะ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” (check and balance) การทำงานของพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีโอกาสจะชนะการเลือกตั้งหรือที่อยู่ในอำนาจการเมืองของไทยมานานอย่างจริงจังและเป็นระบบขึ้น และมีวิธีการที่ “คนใน” เท่านั้นที่อาจจะทำได้ ซึ่งจะด้วยเหตุผลหรือปัจจัยอะไรก็ตาม หากทำสำเร็จและไม่ถูกดึงไปเข้าพวกกับสองกลุ่มแรก ก็อาจจะเกิด “สมดุลใหม่” ในการเมืองไทยเป็นครั้งแรกของยุคปัจจก็ได้ แต่ก็ยังนับว่ายากมากและเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เหตุเพราะจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มเช่นว่านี้ ที่เรียกกันว่าเป็น ”สายกลาง“ (Centrist) หรือ “ขวากลาง” (Center-right) หรือ “ซ้ายกลาง” (Center-left) นั้น จะถูกบีบอยู่ระหว่างสองกลุ่มแรกข้างต้นที่มีคะแนนนิยมสูงกว่า ยกเว้นในบางช่วงเวลาที่คนต้องการสมดุลใหม่ระหว่างสองขั้วข้างต้นที่แตกต่างหรือขัดแย้งกันมากเกินไป
ในทางวิชาการ “การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง” หรือที่เรียกกันว่า check and balance นั้น เป็นหัวใจสำคัญหรือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งระบอบการปกครองอื่นๆ ไม่มี ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกมองว่า “เลวน้อยที่สุด” หรือ ”ดีกว่า” ระบอบอื่น ๆ แต่หากการตรวจสอบและถ่วงดุลมีปัญหา แม้แต่ในประเทศที่ประชาธิปไตย “ตั้งมั่นแล้ว” เช่น สหรัฐฯอเมริกา ความวุ่นวาย ความไร้เสถียรภาพ การละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือการใช้กำลังเกินขอบเขต ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
ดังนั้น ในการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนหรือจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ก็จะต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “เผด็จการเสียงข้างมาก” หรือการลุแก่อำนาจ อย่างที่เคยเห็นในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตของประเทศหรือเกิดสงครามระหว่างประเทศมาแล้ว การตรวจสอบและถ่วงดุลนี้ ยังทำให้เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวมอีกด้วย
4. สรุป - วันพิพากษาของใคร
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นวันตัดสินอนาคตและทิศทางทางการเมืองที่สำคัญอีกวันหนึ่งของคนไทยทุกคน ในครั้งนี้ ดูเหมือนกับว่าเรากำลังเดินเข้าสู่ประตูของ “สามนครใหม่” ของประชาธิปไตย (Three new cities of democracy) ซึ่งก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าผลจะเป็นเช่นไร จะดีหรือไม่ และไทยจะก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าและรัดตัวได้เมื่อไร
แต่ที่ทราบกันแล้วในวันนี้ก็คือ เสียงในการเมืองไทยปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “สองนคราประชาธิปไตย” หรือโดยประชาชนชาวชนบทและชนชั้นกลางในเมืองใหญ่แบบเดิมอีกต่อไป เงาทะมึนของทุนใหญ่ๆ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทั้งข้ามชาติและในชาติ ได้คืบคลานเข้าสู่แทบทุกส่วนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ผลการเลือกตั้งและการลงประชามติที่จะออกมา จะบอกให้เราทราบได้ว่าประเทศจะต้องพบเจอกับอะไรหลังจากนั้นต่อไป







