เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานเสวนาในหัวข้อ "นิติธรรม ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: รำลึกและสืบสานพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา" โดยมี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมปาฐกถาพิเศษด้วย โดยมีประชาชน นักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมรับฟัง ณ ห้อง LT.1 (ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร)
นางพงษ์สวาท นีละโยธิน อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษ ระบุว่า โครงการกำลังใจ ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีจุดเริ่มต้นจากการเสด็จเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง และทรงพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และเด็กติดผู้ต้องขัง จึงทรงมีพระดำริที่จะให้ความช่วยเหลือและประทานโอกาสให้กับผู้ต้องขัง ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพชีวิต การพัฒนาอาชีพ การยกระดับจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
นางพงษ์สวาท นีละโยธิน อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยเกิดจากการถอดบทเรียนและพระกรณียกิจผ่าน “โครงการกำลังใจฯ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และการคืนคนดีสู่สังคมสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก แต่ใช้หลักการสร้างความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่นในการให้โอกาสและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ผลสำเร็จดังกล่าวยังนำไปสู่การผลักดันในเวทีระดับนานาชาติจนเกิดเป็น “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) หรือข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกในการคำนึงถึงความแตกต่างทางกายภาพ สภาวะความเป็นแม่และเด็ก และหลักสิทธิมนุษยชนที่มิใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันแต่เพียงเปลือกนอก
นางพงษ์สวาท กล่าวเพิ่มเติมถึงความท้าทายในปัจจุบันของกระทรวงยุติธรรม ว่าคือการสร้างสมดุลระหว่าง “การบริหารโทษ” กับ “การคืนคนดีสู่สังคม” โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำและคดียาเสพติด ซึ่งต้องนำหลักนิติธรรมมาบวกกับความเข้าใจในมิติสังคม เช่น การคัดกรองระหว่างผู้เสพ ผู้ค้า และผู้ป่วย ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ราชทัณฑ์กลายเป็นปลายทางการรองรับผู้ต้องขังจนล้นระบบ
“คำว่าหลักนิติธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดของผู้ถือครองอำนาจเท่านั้น แต่กฎหมายต้องมีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ คํานึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้ผู้ก้าวพลาดสามารถกลับมายืนในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี” นางพงษ์สวาท กล่าว








