สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “ทุนมนุษย์ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Human Capital under Disruption): ความเสี่ยง ความเหลื่อมล้ำ และนัยเชิงนโยบาย” เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประชากร การศึกษา และนโยบายสาธารณะ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยให้สามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง อัตราการเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน ตลอดจนผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันของประเทศในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของคน” ทั้งด้านความรู้ ทักษะ สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว จึงถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องออกแบบนโยบายพัฒนาคนอย่างเป็นระบบตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกวัยสามารถพัฒนาศักยภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ
ศ. ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า แม้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์มานานกว่า 20 ปี แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นรูปธรรม เนื่องจากหน่วยงานรัฐดำเนินงานแบบแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละกระทรวง ส่งผลให้การพัฒนาคนขาดความต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ประเทศไทยจึงควรเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การกำหนดเป้าหมายร่วมด้านการพัฒนาคน และบูรณาการการศึกษา สุขภาพ ครอบครัว สวัสดิการ การพัฒนาทักษะ และการมีงานทำเข้าด้วยกัน
ศ. ดร.ปังปอนด์ ยังเสนอว่า ก่อนเร่งพัฒนาทักษะด้าน AI หรือดิจิทัล ประเทศไทยควรสร้าง “ฮาร์ดแวร์ของคน” ให้แข็งแรงเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงวิพากษ์ ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต การปรับตัว การประเมินตนเอง และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพราะหากรากฐานเหล่านี้ยังอ่อนแอ การยกระดับทักษะใหม่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่รับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ปรับมุมมองต่อสังคมสูงวัยใหม่ โดยไม่ควรมองผู้สูงอายุเป็นภาระ แต่เป็นผลสำเร็จของการพัฒนาประเทศ และควรออกแบบระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ ทำงาน และสร้างคุณค่าแก่สังคมร่วมกันได้ตลอดชีวิต
ด้าน รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยปี 2569 จำนวนเด็กเกิดใหม่มีแนวโน้มต่ำกว่า 400,000 คน ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การพัฒนาทุนมนุษย์จึงต้องมุ่งยกระดับคุณภาพและผลิตภาพของประชากรทุกช่วงวัย มากกว่าการเพิ่มจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว
พร้อมเสนอความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐในการดูแลประชาชนทุกช่วงวัย ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน (Skill Mismatch) และระบบบริหารภาครัฐที่ยังรวมศูนย์มากเกินไป ซึ่งควรเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการออกแบบบริการด้านการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ขณะที่ ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า การเตรียมคนสำหรับโลกอนาคตไม่ควรเริ่มจากการเร่งสอน AI หรือดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งด้านทักษะพื้นฐาน ทั้งการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมยอมรับความหลากหลายของผู้คนและต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สร้างระบบความรับผิดรับชอบ (Accountability) ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะของประชาชน โดยวัดผลจากสมรรถนะที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าจำนวนหลักสูตรหรือใบรับรอง รวมทั้งบูรณาการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทุนมนุษย์ เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้ดำเนินรายการ สรุปว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายร่วมในการพัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนเพื่อ “สร้าง ซ่อม และเสริม” ศักยภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และผลักดันนโยบายด้านทุนมนุษย์ให้เป็นวาระระยะยาวที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือผู้บริหาร เพื่อสร้างสังคมที่ประชาชนทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน








