รองนายกรัฐมนตรี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” ยืนยัน “อากาศสะอาด” คือสิทธิสุขภาพพื้นฐานของประชาชน เผยรัฐบาลเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ พร้อมหนุน สสส. เดินหน้า 3 กลไกหลัก “เชื่อมรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม” แก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 หลังพบคนไทยป่วยจากมลพิษสะสมแล้วกว่า 12 ล้านคน และกระทบเศรษฐกิจสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท
วันที่ 24 ก.ค. 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 6/2569 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบยุทธศาสตร์การทำงานของ สสส. ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยแล้วกว่า 38 ล้านคน มีผู้ป่วยด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 12 ล้านคน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกันมากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ว่า "อากาศสะอาด คือสิทธิสุขภาพพื้นฐานของคนไทยทุกคน" ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยกำลังเร่งสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา
"ท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการชัดเจนให้เน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง การจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น การจัดหาหน้ากากอนามัย และการรณรงค์สร้างความตื่นรู้เพื่อลดฝุ่นควัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ สสส. ที่มุ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลัก" นายทรงศักดิ์ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า พัฒนาและเชื่อมโยง Big Data ฝุ่นเต็มรูปแบบ รวบรวมข้อมูลมลพิษทางอากาศทั้งระบบ เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์เชิงรุก เตรียมความพร้อมภาคพลเมือง สร้างความตระหนักรู้และวางระบบรองรับการบังคับใช้ พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ขยายเครือข่ายสภาลมหายใจทั่วประเทศ ยกระดับโมเดลการลดการเผาในที่โล่ง และตัดวงจรแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ในทุกรูปแบบ
ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเสริมว่า สสส. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคีเครือข่ายผ่าน 5 ด้านสำคัญ 1. สร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย จัดตั้ง ศูนย์วิชาการขับเคลื่อนอากาศสะอาด พร้อมสนับสนุนงานวิจัยเพื่อสร้างระบบจัดการฝุ่น และประสานความร่วมมือแก้ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเมียนมา 2. เสริมความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน เปลี่ยนผู้ได้รับผลกระทบให้กลายเป็น "ผู้ร่วมจัดการปัญหา" ผ่านการจัดตั้ง สภาลมหายใจระดับจังหวัด แล้วกว่า 29 จังหวัด รวมถึงขยายผลโครงการ “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” ไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ
3.ขับเคลื่อนกลไกเชิงโครงสร้างและกฎหมาย ร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ และพัฒนาแอปพลิเคชัน "Burn Check" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการการเผาในพื้นที่โล่งอย่างมีประสิทธิภาพ 4. สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม ผลิตและเผยแพร่สื่อความรู้ในรูปแบบทันสมัยที่เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อสร้างพฤติกรรมการป้องกันตนเอง 5. บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการทำงานอย่างเป็นเอกภาพระหว่าง ภาครัฐ (เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ภาคเอกชน (เช่น หอการค้าไทย) และ ภาคประชาสังคม ในระดับพื้นที่








