กองทุน ววน.-วช. สนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพประชาชนรับมือแผ่นดินไหว ผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ เน้นพื้นที่เสี่ยงและกรุงเทพฯ ฝึกทักษะเอาตัวรอด ปฐมพยาบาล อพยพ และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมสร้างเครือข่ายวิทยากรและชุมชนเข้มแข็ง ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
วันที่ 20 ก.ค.69 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรม “การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวของประชาชน โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ” ณ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง มุ่งเพิ่มความรู้ ความตระหนัก ทักษะการเอาตัวรอด และความสามารถในการจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหว โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ตลอดจนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารสูงและประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมี ศ. ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรม
ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและเสริมสร้างความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงและกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ธรณีวิทยา วิศวกรรม การพยาบาล การจัดการภัยพิบัติ การศึกษา และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงแผ่นดินไหว การประเมินความเสี่ยงของพื้นที่และอาคาร การฝึกปฏิบัติ “หมอบ–กำบัง–ยึดเกาะ” การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง การปฐมพยาบาล การช่วยเหลือด้านจิตใจ การสื่อสารในภาวะวิกฤต การจัดทำแผนเผชิญเหตุ การอพยพอย่างปลอดภัย และการฝึกซ้อมผ่านสถานการณ์จำลอง
กระบวนการพัฒนาศักยภาพดำเนินการภายใต้ “PANJAPA Integrated Learning Model” ประกอบด้วย องค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ประกอบด้วย การเตรียมพร้อม (Preparedness) การเรียนรู้บนฐานการตระหนักรู้ (Awareness-based Learning) ความร่วมมือของเครือข่าย (Network Collaboration) การเรียนรู้ร่วมกัน (Joint Learning) การฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง (Active Simulation) ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน (Partnership for Sustainability) และความยืดหยุ่นเชิงปรับตัว (Adaptive Resilience)
ที่ผ่านมาโครงการได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ 15 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 2,891 คน ครอบคลุมประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตลอดจนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการเรียนรู้ในการพัฒนาความพร้อมของประชาชน นอกจากนี้โครงการยังมุ่งสร้างวิทยากรแกนนำและเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ เพื่อให้โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอด จัดทำแผน ฝึกซ้อม และพัฒนากลไกการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการให้ประชาชนนำความรู้และทักษะไปใช้ปกป้องตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้จริง การขยายผลโครงการนี้นับเป็นตัวอย่างสำคัญในการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงสังคม โดยเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคน ลดความเปราะบาง และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อม รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่สนใจนำองค์ความรู้หรือรูปแบบการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทางเพจศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ หรือสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)” ผศ.ปัญจพาณ์ กล่าว








