วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดการจัดระเบียบพื้นที่ (Zoning) สำหรับสถานบริการและสถานบันเทิงทั่วประเทศ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีมีความตระหนักและห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้กฎหมายหรือการกำหนดโซนนิ่งในอดีตเริ่มมีความล้าสมัย ทางกระทรวงมหาดไทยจึงเตรียมดำเนินการปรับปรุงให้มีความทันสมัยตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเร่งรัดให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องเข้ามาให้เร็วที่สุด
สำหรับการกำหนดโซนนิ่งใหม่นั้น กระบวนการจะต้องเริ่มจากผู้ที่มีอำนาจเสนอในแต่ละพื้นที่ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะเป็นหน้าที่ของผบช.น. หรือผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้พิจารณาเสนอพื้นที่ที่ควรกำหนดเป็นโซนนิ่งมายังกระทรวงมหาดไทย ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดอีก 76 จังหวัด จะเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะพิจารณาตามความเจริญของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่เพื่อเสนอขอจัดทำโซนนิ่ง ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบและสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีการขยายตัวของชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวไปในพื้นที่ใหม่ๆ
นอกจากเรื่องโซนนิ่งแล้ว ปลัดกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการที่เลี่ยงกฎหมาย โดยพบว่ามีหลายร้านจดทะเบียนเป็น "ร้านอาหาร" แต่กลับประกอบกิจการในลักษณะสถานบริการ มีการขายแอลกอฮอล์ มีการแสดงดนตรี และปล่อยให้มีการเต้น ซึ่งหากไม่ได้จดแจ้งเป็นสถานบริการให้ถูกต้องตามกฎหมายจะถือว่ามีความผิดทันที
ปัญหาส่วนใหญ่ที่นำไปสู่เหตุสลด เช่น กรณีไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หรือในอดีตอย่างกรณีซานติก้าผับ และเมาน์เทน บี (Mountain B) ที่พัทยา มักเกิดจากสถานประกอบการที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยเพียงพอ มีการใช้วัสดุตกแต่งที่เป็นสารไวไฟ หรือมีการปิดตายประตูหนีไฟ ทำให้เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นไม่สามารถรองรับหรือสร้างความปลอดภัยให้กับผู้มาใช้บริการได้
แนวทางการดำเนินงานต่อจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีการประสานงานกับกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต และสำนักโยธา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละท้องที่ ส่วนในต่างจังหวัดจะให้ทางนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ร่วมกันกวดขันดูแลร้านค้าต่างๆ อย่างเข้มงวด หากได้รับเบาะแสการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยล่าสุดปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อสรุปแนวทางและดำเนินการเชิงรุกในเรื่องนี้โดยเฉพาะ
"กฎหมายก็คือกฎหมาย ถ้ามันผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย เพียงแต่ว่าทุกคนคือผู้ประกอบการ มีอาชีพที่ต้องจุนเจือครอบครัว แต่คนที่ทำผิดแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย อันนี้คือสิ่งสำคัญ เมื่อเกิดเหตุขึ้นเราต้องดูทีละเปาะว่าเกิดจากอะไร จะไปเหมารวมทุกคนว่าผิดหมดไม่ได้ เพราะทุกคนประกอบอาชีพ แต่ถ้าใครทำผิดเราก็ต้องให้เขาปรับให้ถูกต้อง" ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว








