“กมธ.ที่ดินฯ” จับมือ “กมธ.การตำรวจ” สภาฯยกคณะลงพื้นที่สระบุรี ไล่บี้หน่วยงานรัฐปมปล่อยนายทุนอุตสาหกรรมลอบปล่อยน้ำเสีย สารเคมี-สารหนูรั่วไหลทำปลาตายเกลื่อน ทนทุกข์นานนับ 10 ปี ด้านรองผู้ว่าฯ อ้างไร้อำนาจปิดโรงงาน ขณะที่กรมโรงงานฯ กั๊กผลตรวจอ้างกลัวโดนเอกชนฟ้อง
วันที่ 14 ก.ค.2569 ที่จังหวัดสระบุรี น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาฯ นำคณะเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสระบุรี เพื่อประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการเร่งแก้ไขวิกฤตน้ำเน่าเสียจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่
ทั้งนี้น.ส.กุลวลี ได้ตั้งคำถามต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ถึงความคืบหน้าของคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเสีย พร้อมสั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดในฐานะเลขานุการคณะทำงานฯ จัดส่งรายงานผลการประชุมให้แก่คณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน
ขณะที่ นายวัชรพงศ์ ประธาน กมธ.การตำรวจ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเสียในพื้นที่ยังไม่ดีขึ้น แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสั่งหยุดกิจการบางส่วนไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งหากหลังจากนี้คุณภาพน้ำยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น คณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ในสภาฯ ทั้ง กมธ.อุตสาหกรรม, กมธ.ตำรวจ รวมถึง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) จะเตรียมลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบแผนผังโรงงานในปัจจุบันเปรียบเทียบกับเอกสารขออนุญาตในอดีต หลังพบเบาะแสว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และใช้พื้นที่ไม่ตรงตามข้อตกลง รวมถึงขอให้กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยข้อมูลการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในแหล่งน้ำสาธารณะ 5 สายหลัก ได้แก่ คลองเกตุ, คลองเพรียว, คลองห้วยแห้ง, หนองน้ำเขียว และคลองห้วยตะเข้
ทางด้าน นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า จังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามประสานงานทุกภาคส่วน แต่อ้างว่า "จังหวัดไม่มีอำนาจในการตรวจจับหรือสั่งปิดโรงงาน" เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานผู้อนุญาตโดยตรง จังหวัดทำได้เพียงบำบัดทุกข์บำรุงสุขและรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น
ด้าน น.ส.รุ่งอรุณ ญาติบรรทุง ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบุการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยอมรับว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานทำได้เพียงตรวจสอบตามรายงาน EIA ที่ผู้ประกอบการส่งมาปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากมีโครงการที่ต้องดูแลมากกว่า 3,700 โครงการทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจได้ทั้งหมด เว้นแต่จะมีเรื่องร้องเรียน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า โรงงานดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบ่อฝังกลบและบ่อพักน้ำบำบัดไปจากรายงาน EIA เดิมเรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีการเปิดเผยผลตรวจสารเคมีต่อสาธารณะ ฝ่ายกรมโรงงานอุตสาหกรรมปฏิเสธที่จะเปิดเผยในทันที โดยอ้างว่าต้องระมัดระวังเรื่องการถูกภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกลับ
สำหรับผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างน้ำ 13 จุด พบการปนเปื้อนของโลหะหนักชัดเจน และพบ "สารหนู" เกินค่ามาตรฐานในตะกอนดินบริเวณห้วยตะเข้ เชื่อว่าเป็นพฤติกรรมลักลอบปล่อยน้ำเสียเป็นครั้งคราว สอดคล้องกับผลการตรวจของกรมชลประทานที่พบว่า ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน
ภายหลังการประชุม คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ 4 จุด ในตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองสระบุรี จนพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ "ท่อปริศนา" ที่ต่อลักลอบออกมาจากโรงงานและมุดฝังอยู่ใต้ดินข้ามไปยังฝั่งถนนอีกฟากหนึ่ง พร้อมทั้งพบซากปลาลอยตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทาง กมธ. จะนำหลักฐานทั้งหมดไปรวบรวมเพื่อดำเนินคดีและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด








