“หมอเอก” คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย ตั้งข้อสังเกตการดำเนินงานของ สสส. ตลอด 25 ปี หลังใช้งบกว่า 77,000 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใส การบริหารเงินกองทุน การลงทุน และผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชน โดยเป็นการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้ให้สัมภาษณ์
วันที่ 7 ก.ค.69 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" คณะทำงานด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินงานของ สสส. โดยระบุว่าตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา องค์กรนี้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 77,000 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของคนไทยกลับล้มเหลวในเกือบทุกมิติ หมอเอกได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการบริหารเงินภาษีของประชาชน ทั้งการนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายมหาชน และความไม่โปร่งใสในงบการเงินที่มีสินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาท นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินสนับสนุนเครือข่าย NGO ที่อาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ความสำเร็จที่วัดผลได้ ด้วยความอ้วนและโรค NCDs
สสส. มักจะนำเสนอภาพโฆษณาสวยหรู แต่ตัวเลขจาก National Health Exam Survey กลับตบหน้าเข้าอย่างจัง เพราะปัจจุบันคนไทยเกือบ 50% มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (อ้วน) ขณะที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ โดยที่คนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าป่วย
“ผลงานในรอบ 25 ปีของ สสส. ที่เราวัดผลได้เป็นวิทยาศาสตร์กับเงิน 77,000 ล้านบาท... ทุกพารามิเตอร์มันแย่หมด” หมอเอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “คนไทยเกือบ 50% เจอว่าน้ำหนักเกินเกณฑ์... เดินตามท้องถนน 10 คน จะมี 1 คนเป็นเบาหวาน และ 1 ใน 4 คนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองป่วย”
“ผมขึ้นรถไฟฟ้า เห็นโปรเจกต์ สสส. เรื่องลดเค็ม มีรูปไตติดอยู่... ถามว่ามีใครเห็นรูปนั้นแล้วรู้สึกว่าตัวเองต้องลดกินเค็มบ้าง? มันได้แค่ Event แต่ไม่ได้เปลี่ยน Mindset ของคน” หมอเอกกล่าว
ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์และการดื่มหนักก็ไม่ได้ลดลง เช่นเดียวกับอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงครองแชมป์ความไม่ปลอดภัย ประสิทธิผลที่สวนทางกับงบประมาณมหาศาลนี้สะท้อนว่า การรณรงค์ที่ทุ่มเงินทำโฆษณาแบบ "จน เครียด กินเหล้า" หรือการจัดอีเวนต์บนรถไฟฟ้า อาจเป็นเพียงการละลายงบประมาณที่ไม่ได้เปลี่ยน Mindset ของประชาชนอย่างแท้จริง
จาก ‘กองทุนสุขภาพ’ สู่ ‘นักลงทุนลึกลับ’ ในตลาดหุ้น
ความโปร่งใสของ สสส. ยิ่งดูน่าตั้งคำถามเมื่อพบว่ามีการนำเงินภาษีประชาชนไป "ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์" ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จากการขุดงบการเงินย้อนหลังพบพอร์ตการลงทุนที่พุ่งสูงทะลุ 3,000 ล้านบาทในปี 2551 และปัจจุบันก็ยังคงมีเงินกองทุนหมุนเวียนให้ ‘เล่น’ กันสนุกมืออยู่อีกราว 2,000 ล้านบาท
แม้มาตรา 9 ของ พรบ.จัดตั้ง สสส. จะระบุให้ “หาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน” ได้ แต่ก็หาได้มีตัวอักษรใดที่อนุญาตให้องค์กรที่อ้างตนว่าเป็นผู้ถือศีลทางสุขภาพ กระโดดลงไปในสนามหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ และที่น่าตกใจคือ สสส. ไม่มี ‘อนุกรรมการกลั่นกรองการลงทุน’ ที่โปร่งใสเหมือนกองทุนมืออาชีพอย่าง กบข. หรือประกันสังคม แต่ใช้วิธีโยนเงินให้ บลจ. จัดการโดยไร้การเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ
“ถ้า บลจ. เอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทชาเขียวที่ทำคนอ้วน หรือหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่ได้ประโยชน์จากคนป่วย มันคือผลประโยชน์ทับซ้อนขั้นรุนแรง... ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 57 มีสินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาทหลังปรับปรุงงบย้อนหลัง โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ในรายงานประจำปี” หมอเอกเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานของกฤษฎีกาในกรณี Thai PBS พร้อมตั้งคำถามถึง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ที่ชวนให้ประชาชนต้องเกาหัว ว่าหากเงินที่มาจากภาษีบาปถูกนำไปช้อนซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจน้ำตาล ชาเขียวที่ทำคนอ้วน หรือธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ตนเองรณรงค์ด่าเช้าด่าเย็น หรือแม้แต่หุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่ร่ำรวยจากจำนวนคนป่วยที่เพิ่มขึ้น สสส. จะอธิบายภาวะ ‘อัฐยายซื้อขนมยาย’ นี้อย่างไร? ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่เม็ดเงินมหาศาลกลับถูกนำไปบริหารความมั่งคั่งในพอร์ต มากกว่าจะนำมาบริหารความยั่งยืนของสุขภาพประชาชนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในงบการเงินปี 2557 ที่มี สินทรัพย์หายไปกว่า 900 ล้านบาท หลังจากมีการปรับปรุงงบย้อนหลัง โดยไร้คำชี้แจงในรายงานประจำปี ยิ่งไปกว่านั้น สสส. ยังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณที่เอื้อประโยชน์ต่อเครือข่าย NGO และ "พรรคพวก" ที่อยู่กันมานาน 25 ปี
โครงสร้าง ‘รัฐอิสระ’ ที่ไม่มีใครแตะได้
สสส. ถูกออกแบบมาให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนในกลับใช้ระเบียบภายในเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่น ข้อกำหนดที่ว่าหากรองประธานคนที่ 2 (คนใน สสส.) ไม่เข้าร่วมประชุม บอร์ดก็ไม่สามารถดำเนินงานได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองทำได้เพียงนั่งเป็น "พระประธาน" ขณะที่เครือข่ายภายในบริหารจัดการงบประมาณกันเองอย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ทางออกจากหอคอยงาช้าง
เพื่อให้ สสส. กลับมาเป็นที่พึ่งของสุขภาพประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่พึ่งของเครือข่ายผู้รับงบประมาณ หมอเอกได้มีการเสนอแนวทางคือต้องฉายไฟตรวจสอบความโปร่งใส ต้องมีการตรวจสอบงบการเงินและการลงทุนในหุ้นอย่างเข้มข้นโดยกฤษฎีกาและหน่วยงานกลาง และแก้ไขกฎระเบียบภายใน โดยปรับปรุงโครงสร้างบอร์ดและระเบียบการประชุมเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจโดยคนกลุ่มเดิม
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ สสส. ต้องหยุดใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างภาพลักษณ์ และหันมาเผชิญหน้ากับความจริงทางวิทยาศาสตร์และความโปร่งใส เพื่อให้เงินทุกบาทจากภาษีประชาชนถูกใช้ไปเพื่อสุขภาพของคนไทยจริง ๆ








