วันที่ 26 มิ.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า [ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึง ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง: ยกระดับการตรวจจับความเสี่ยงการเงินนอกระบบ เพิ่มมาตรการสกัดกั้นช่องทางธุรกรรมเถื่อน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ ]
พี่น้องประชาชนครับ วันนี้ผม สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ขอสะท้อนปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งตรงไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาล และ ขอส่งไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายการเงินของประเทศ เพื่อร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและเงินออมของพี่น้องคนไทยทุกคนครับ
ปัจจุบัน ขบวนการหลอกลงทุนเก็งกำไรเงินตราเถื่อนและแชร์ลูกโซ่แอบแฝง ได้พัฒนาภาพลักษณ์ให้น่าเชื่อถือ โดยแอบใช้ประโยชน์จากระบบธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลที่ทันสมัยในปัจจุบัน เป็นช่องทางในการรับเงินและกระจายเงินอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัญหานี้หากไม่มีการยกระดับมาตรการควบคุมความเสี่ยงอย่างเท่าทัน อาจส่งผลให้เกิดมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก และกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับชาติครับ
- ความท้าทายในยุคดิจิทัล: เมื่อมิจฉาชีพใช้ระบบชำระเงินเป็นเครื่องมือ
เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนครับว่า "ระบบประตูเชื่อมต่อการชำระเงินอัตโนมัติ (Payment Gateway)" เป็นเทคโนโลยีที่ถูกกฎหมายและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ มิจฉาชีพแอบใช้ระบบเหล่านี้เป็นช่องทางประกอบการหลอกลวง
ขบวนการเถื่อนมักนำระบบชำระเงินที่สะดวกสบายมาแปะไว้หน้าเว็บไซต์ชวนลงทุน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือหลอกตาประชาชน และใช้เป็นท่อในการดูดเงินอย่างรวดเร็วผ่าน QR Code เข้าสู่เครือข่ายบัญชีม้า ก่อนจะลักลอบผ่องถ่ายออกนอกประเทศผ่านช่องทางนอกระบบ เช่น โพยก๊วนใต้ดิน หรือแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนที่ควรจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ต้องสูญหายไปอยู่นอกระบบอย่างไร้ร่องรอย
กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง... ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเพื่อการแก้ไขเชิงรุก:
1. ยกระดับระบบตรวจสอบความเสี่ยงร่วมกัน (Risk-Based Approach):
เสนอให้รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการสนับสนุนและเพิ่มระบบตรวจสอบความเสี่ยง ให้ผู้ให้บริการชำระเงินทางการเงินสามารถตรวจจับและระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มลงทุนที่ไม่มีใบอนุญาต หรือมีพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที โดยเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง ธปท. ก.ล.ต. และ ปปง.
2. บูรณาการการตรวจจับเส้นทางการเงินและมาตรการศุลกากร:
รัฐบาลต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมดิจิทัลนอกระบบข้ามแดน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและกฎหมายศุลกากรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเกณฑ์การนำเงินสดเข้า-ออกประเทศ (หากมีมูลค่ารวมเกิน 450,000 บาท หรือ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด) เพื่อสกัดกั้นขบวนการฟอกเงินตามแนวชายแดน
3. กวดขันมาตรการป้องกันและความรับผิดชอบของตัวกลางทางการเงิน:
ควรมีนโยบายตรวจสอบและประเมินมาตรการป้องกัน (Compliance) ของผู้ให้บริการทางการเงินอย่างเข้มงวด หากพิสูจน์พบว่าผู้ให้บริการรายใด "รู้หรือควรรู้ว่ามีการกระทำความผิด ละเลยมาตรการป้องกันตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีส่วนช่วยเหลือให้เกิดการกระทำความผิด" จะต้องถูกดำเนินคดีและรับผิดชอบต่อความเสียหายร่วมตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้สอย
พี่น้องประชาชนครับ "ความสะดวกสบายในการโอนเงิน ไม่ได้แปลว่าธุรกิจนั้นถูกกฎหมาย" การเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยผู้ให้บริการที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย เป็นเรื่องที่อันตรายและเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงอย่างยิ่ง
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับนี้ จะได้รับการพิจารณาจากท่านผู้นำรัฐบาลเพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด อุดรอยรั่วทางการเงิน และรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ ด้วยความมุ่งมั่นและพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ








