แม้โลกจะเพิ่งผ่านวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่มาไม่นาน แต่ชื่อของ “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังหลายประเทศยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประเทศไทยเองก็เดินหน้ายกระดับมาตรการคัดกรองและป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดความเสี่ยงจากการนำเชื้อเข้ามาจากต่างประเทศ
“อีโบลา” ถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายที่ทั่วโลกจับตา เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูง และสามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง อวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการสัมผัสสัตว์ป่าที่เป็นแหล่งรังโรค เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า โรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายผ่านทางอากาศ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้ทั่วไป จนหลายคนละเลยและไม่ทันสังเกต
จากข้อมูลเฝ้าระวังของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” มี 5 อาการสำคัญ ที่ควรเฝ้าระวัง ดังนี้
1. ไข้สูงเฉียบพลัน
2. อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย
3. อาเจียนและท้องเสีย
4. ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
5. มีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกอวัยวะ
หากมีประวัติสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย สัมผัสสัตว์ป่าพาหะ หรือเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง แล้วเริ่มมีอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด
แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่หน่วยงานสาธารณสุขยังคงติดตามสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศพื้นที่เสี่ยง เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ สาธารณรัฐยูกันดา
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบตรวจยืนยันเชื้อในห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากเกิดการระบาด
วิธีป้องกันตัวเอง ลดความเสี่ยงติดเชื้ออีโบลา
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือซากสัตว์โดยตรง
- หากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีไข้หรืออาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
การกลับมาเป็นข่าวของ “อีโบลา” สะท้อนให้เห็นว่า โลกยุคปัจจุบันยังคงเผชิญความเสี่ยงจากโรคติดต่ออันตรายอยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคที่การเดินทางระหว่างประเทศเกิดขึ้นตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่คือ “การรู้เท่าทันโรค” ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และดูแลป้องกันตนเองอย่างถูกวิธี
* ภาพประกอบสร้างโดย AI








