จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อพลังงานโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ขับเคลื่อน "วาระแห่งชาติด้านพลังงาน" เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตและลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว
โดยมติสำคัญจากการประชุม กพช. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ได้เห็นชอบการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับบ้านอยู่อาศัย ซึ่งจะมีผลเริ่มใช้จริงในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 นี้
หลักการสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ "คนใช้ไฟฟ้าน้อยควรจ่ายถูก คนใช้มากควรจ่ายแพง" เพื่อสะท้อนต้นทุนจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงขึ้น และจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเจาะลึกสูตรคำนวณค่าไฟใหม่ปี 2569 เปรียบเทียบกับโครงสร้างเดิมในปี 2568 พบการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือรัฐบาลได้ขยายช่วงการใช้ไฟฟ้าขั้นแรกจากเดิม 0-150 หน่วย เป็น 0-200 หน่วย เพื่อให้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่มากขึ้น
โดยกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่ม 200 หน่วยแรก จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าจะช่วยให้ประชาชนกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 90% ของประเทศ มีภาระค่าไฟลดลงประมาณ 10-20%
สำหรับกลุ่มที่ใช้ไฟระหว่าง 201-400 หน่วย จะจ่ายในอัตราปกติประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่หากมีการใช้ไฟฟ้าเกิน 400-500 หน่วยขึ้นไป อัตราค่าไฟจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นแบบขั้นบันได ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า 5 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่เคยจัดเก็บในอัตราเฉลี่ยประมาณ 4.50 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ก่อนที่โครงสร้างใหม่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบ กกพ. ได้ประกาศค่า Ft ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาท โดยมีการนำเงินผลประหยัดจากการจัดสรรก๊าซธรรมชาติ (Bypass Gas) จำนวนกว่า 369 ล้านบาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft ให้กับบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยเพื่อบรรเทาภาระชั่วคราว
นอกจากมาตรการราคาแล้ว รัฐบาลยังปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านโครงการส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน (Solar Rooftop) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ประกาศยกเลิกโควตาเดิมที่จำกัดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ และเปลี่ยนเป็นการรับซื้อแบบไม่อั้นโดยขยายเพิ่มทีละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่อง
โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบ (Net Billing) ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และลดขั้นตอนการขออนุญาตให้เหลือจุดเดียว (One Stop Service) ซึ่งหากติดตั้งเพื่อใช้เองจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 7 วัน และหากขายไฟคืนด้วยจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน
พร้อมกันนี้รัฐบาลได้จัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษเริ่มต้นที่ 1% - 3.5% ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี โดยราคาติดตั้งสำหรับบ้านพักอาศัยเริ่มต้นที่ประมาณ 1.2 แสนบาท ไปจนถึง 4 แสนบาทสำหรับระบบขนาดใหญ่ พร้อมสิทธิ์ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจริงไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งนี้ มาตรการนี้จำกัดเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านพักอาศัยเท่านั้น ไม่ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมหรือร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าให้ถูกต้อง
แม้ว่านโยบายนี้จะดูเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน โดยนางรสนา โตสิตระกูล อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ สภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเป็นการโยกภาระระหว่างประชาชนด้วยกันเอง แทนที่จะไปรื้อโครงสร้างต้นทุนที่เอื้อกำไรให้โรงไฟฟ้าเอกชน เช่น ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) หรือการสำรองไฟฟ้าที่เกินความจำเป็นกว่า 50%
ขณะที่ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการจาก TDRI แสดงความกังวลว่ามาตรการนี้อาจกระทบต่อกลุ่ม SMEs หรือครัวเรือนที่ทำธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียนซึ่งใช้ไฟเกิน 500 หน่วย และเตือนว่าหากไม่ปฏิรูปโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง อาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้ประชาชนต้องกลับมาชำระคืนในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าสำหรับเจ้าของหอพักและอพาร์ตเมนต์ ซึ่งต้องพิจารณาประเภทมิเตอร์ว่าจดทะเบียนเป็นบ้านอยู่อาศัยหรือเชิงพาณิชย์ เพราะหากเป็นมิเตอร์เชิงพาณิชย์ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดค่าไฟในครั้งนี้ และการลงทุนโซลาร์เซลล์ในบางพื้นที่อาจใช้เวลาคืนทุนนานถึง 18-21 ปี
การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าในปี 2569 จึงถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของรัฐบาลในการสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของระบบไฟฟ้าประเทศ ซึ่งประชาชนจำเป็นต้องติดตามรายละเอียดการออกแบบอัตราค่าไฟที่ชัดเจนจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ได้รับมอบหมายให้สรุปผลก่อนเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภาระรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป








