กลางวิกฤตการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานโลก ปี 2569 ถูกนิยามว่าเป็น "ปีทอง" ของอุตสาหกรรมโซล่าร์เซลล์ทั้งในไทยและระดับสากล เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ปัจจัยด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโคจรมาบรรจบกันอย่างมีนัยสำคัญ
ลดหย่อนภาษี ลดเวลาคืนทุน
โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 805 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar Rooftop มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ได้ตามจริงสูงสุดถึง 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบในรูปแบบ e-Tax Invoice และต้องเป็นการติดตั้งที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้าอย่างถูกต้องเท่านั้น
มาตรการนี้เปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) สั้นลงเหลือเพียง 3.5 – 5 ปี จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 5 – 7 ปี ในขณะที่ราคาการติดตั้งในปัจจุบันเริ่มเข้าถึงง่ายขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28,000 – 40,000 บาท ต่อ 1 กิโลวัตต์ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น บ้านที่เสียค่าไฟประมาณ 6,200 บาทต่อเดือน หากลงทุนติดตั้งระบบ 8 กิโลวัตต์ ในราคาประมาณ 260,000 บาท จะสามารถลดค่าไฟลงเหลือเพียง 2,000 บาทต่อเดือน และคืนทุนได้ภายในเวลา 5 ปี
มาตรฐานใหม่สู้แดด 40 องศาฯ
ในมิติด้านเทคโนโลยี ปี 2569 ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากแผงชนิด P-type มาสู่ N-type TOPCon ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการผลิตไฟได้ดีแม้ในสภาพอากาศร้อนจัดเกิน 40 องศาเซลเซียสของไทย มีอัตราการเสื่อมสภาพต่ำ และให้กำลังผลิตสูงขึ้นในพื้นที่ติดตั้งเท่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าจับตามอง เช่น Multi-junction ซึ่งทำสถิติประสิทธิภาพในห้องแล็บได้สูงถึง 47.1% (เน้นใช้งานเฉพาะด้านเช่นอวกาศ) ตามด้วยเทคโนโลยี Perovskite on Silicon ที่กำลังพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์โดยมีประสิทธิภาพแตะระดับ 29.5% ในขณะที่แผง Monocrystalline N-type (TOPCon/HJT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักในตลาดปัจจุบัน มีประสิทธิภาพของแผง (Module Efficiency) เฉลี่ยอยู่ที่ 22.5% – 24% และมีประสิทธิภาพของเซลล์สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 26.1%
ผลกระทบด้านภาษี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาแผงโซล่าร์เซลล์ในตลาดโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลจีนประกาศลดและยกเลิกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT export rebate) สำหรับอุปกรณ์โซล่าร์เซลล์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาแผงโซล่าร์เซลล์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 10-20% ทันที (หรืออาจสูงถึง 30% ในบางผลิตภัณฑ์) ประกอบกับราคาโลหะเงิน (Silver) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ในไทยกับต่างประเทศพบว่าไทยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษี AD/CVD จากสหรัฐอเมริกาที่สูงถึง 385% – 1,012% ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2569 การส่งออกแผงโซล่าร์เซลล์ของไทยจะหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 68% เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงถึง 97%
ในขณะที่จีนยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกทั้งในด้านการผลิตและการติดตั้ง โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์สะสมทะลุระดับ 1,000 กิกะวัตต์ (1 เทระวัตต์) ไปแล้ว ตามด้วยสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเติบโตสูงเช่นกัน
ขยะแผง 5 แสนตัน
สำหรับประเทศไทย ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด (PDP 2024) ได้ตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 24,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการจัดการซากแผงโซล่าร์เซลล์ที่คาดว่าจะมีปริมาณสะสมพุ่งสูงกว่า 500,000 ตัน ในช่วงเวลาดังกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหา "ช่องว่าง" ในการบริหารจัดการซากอย่างครบวงจร โดยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจน แต่อยู่ระหว่างการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) และการนำหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาใช้เพื่อให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังมีความพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ เช่น การยกเว้นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop ที่มีขนาดเกิน 1 เมกะวัตต์ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี
ทั้งนี้ การก้าวไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กกพ., กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางและการจัดการข้อมูลผังการไหลของวัสดุ (Material Flow) ให้ครอบคลุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้โซล่าเซลล์เป็นพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม








