ขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มตัว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ส่งสัญญาณผ่านการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติและสภาที่ปรึกษาการเมืองในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี ฉบับใหม่ (ปี 2026–2030) ซึ่งยกให้ AI เป็นหัวใจสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีการระบุคำว่า AI ในเอกสารนโยบายมากกว่า 50 ครั้งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
โดยจีนมุ่งหวังให้ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ เกษตรกรรม ไปจนถึงการเงินและภาครัฐดิจิทัล พร้อมตั้งเป้าพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์และ 6G ข้อมูลล่าสุดระบุว่าจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 1.125 พันล้านราย โดยมีผู้ใช้งาน Generative AI ถึง 602 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 42.8 ของประชากรเน็ต ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 141.7 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางการเติบโตนี้ จีนได้ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะใน 5 กลุ่มอาชีพเสี่ยง ได้แก่ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับเริ่มต้น นักแปลและล่ามระดับทั่วไป นักบัญชีและนักวิเคราะห์ข้อมูลระดับต้น นักการตลาดดิจิทัล และเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันบริษัทประกันภัยบางแห่งในจีนสามารถลดพนักงานส่วนนี้ได้ถึงร้อยละ 30-40 ภายในสองปีหลังนำ AI Agent มาใช้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงได้ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกฎระเบียบการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI-Generated Content) ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้ต้องมีทั้งป้ายที่มองเห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้ชมและข้อมูลเมตา (Metadata) ที่ซ่อนอยู่เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ข้อมูลระบุว่าหลังการบังคับใช้เพียง 4 เดือน แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Doubao, DeepSeek, Qwen และ Yiyan ได้ติดป้ายกำกับเนื้อหาไปแล้วกว่า 1.5 แสนล้านชิ้น
อย่างไรก็ตาม สำนักบริหารไซเบอร์สเปซแห่งจีน (CAC) ยังคงเดินหน้ากวาดล้างผู้ฝ่าฝืน โดยล่าสุดได้ลงโทษแพลตฟอร์มออนไลน์ 3 แห่งที่เพิกเฉยต่อการติดป้ายกำกับ เพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จและการฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยี Deepfake ซึ่งความท้าทายในปัจจุบันคือการเกิดบริการรับจ้างลบป้ายกำกับ AI ที่มีราคาตั้งแต่ 9.9 หยวนไปจนถึงหลักพันหยวน ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งพัฒนามาตรฐานทางเทคนิคให้เท่าทัน
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การตื่นตัวเรื่อง AI มีความใกล้เคียงกัน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส ETDA ระบุว่าร่างกฎหมายนี้จะเน้นการปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย การสร้างแรงจูงใจทางภาษี และการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based approach) นอกจากกฎหมายหลักแล้ว ไทยยังมีกฎระเบียบเฉพาะรายสาขาที่ประกาศใช้แล้ว เช่น ประกาศของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่บังคับให้ธุรกิจต้องติดป้ายกำกับโฆษณาที่ใช้ภาพหรือวิดีโอจาก AI เช่นคำว่า “ภาพสร้างโดย AI” เพื่อป้องกันผู้บริโภคเข้าใจผิดในคุณภาพสินค้า
ในมิติด้านยุติธรรม ศาลแพ่งได้ออกข้อกำหนดในปี 2568 ให้ทนายความและคู่ความต้องระบุชัดเจนหากมีการใช้ AI ในการจัดทำคำคู่ความ พร้อมทั้งต้องรับรองความถูกต้องของข้อมูล
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการนำ AI มาใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมีการศึกษาแนวปฏิบัติจากทั้งในสหรัฐฯ และจีน เพื่อกำหนดกรอบการทำงานที่เหมาะสม ความท้าทายสำคัญที่ไทยกำลังเผชิญมี 4 ประการ คือ คุณภาพของชุดข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ต่อศาล และการคงไว้ซึ่งการกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human Oversight) เพื่อป้องกันอคติจากการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติ
ในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) อยู่ระหว่างจัดทำร่างแนวปฏิบัติ AI กับ PDPA เพื่อสร้าง Digital Trust โดยเน้นการประเมินผลกระทบ (DPIA) และการระบุบทบาทผู้ควบคุมและผู้ประมวลผลข้อมูลใน AI Value Chain ให้ชัดเจน
ด้านพลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ระบุว่าภัยไซเบอร์ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นจากการใช้ AI สร้างดิปเฟกและมัลแวร์เรียกค่าไถ่ จึงเร่งผลักดันหลักสูตร Executive CISO เพื่อสร้างผู้นำที่พร้อมรับมือเทคโนโลยีใหม่ พร้อมเตรียมยกระดับความปลอดภัยด้วยโครงการ "One ID" เพื่อพิสูจน์ตัวตนผ่านมือถือแทนการใช้รหัสผ่านเดิม ควบคู่ไปกับการวางมาตรการคุมเข้มความปลอดภัยข้อมูล (Data Security) และการเตรียมรับมือภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างระบบนิเวศไซเบอร์ที่แข็งแกร่งและปกป้องข้อมูลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพตามพระราชบัญญัติไซเบอร์ฯ
โดยปัจจุบันทั้งไทยและจีนต่างมุ่งหน้าสู่การเป็นสังคม AI อย่างมีธรรมาภิบาล โดยจีนเน้นไปที่การควบคุมเนื้อหาและการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ส่วนไทยมุ่งเน้นการสร้างกติกาที่ยืดหยุ่นและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งให้ทั้งคุณและโทษ








