ภาพจำของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Replacement) มักผูกกับ “อุบัติเหตุ” โดยเฉพาะผู้สูงอายุหกล้มจนกระดูกสะโพกหัก แต่ข้อมูลทางการแพทย์ระดับโลกกำลังสะท้อนความจริงอีกด้านว่า “ข้อสะโพกเสื่อม” คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเข้ารับการผ่าตัด
นพ.รณศักดิ์ มงคลรังสฤษฏ์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-Spine and Joint Hospital) เปิดเผยว่า จากข้อมูลในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ พบว่า 70–85% ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เกิดจากภาวะข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis) ขณะที่เพียง 10–20% มาจากกระดูกสะโพกหักจากอุบัติเหตุ
“นี่คือสัญญาณสำคัญของโลกยุคใหม่ ที่โรคจาก ‘ความเสื่อมสะสม’ กำลังแซงหน้าอุบัติเหตุ และเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทำงานและผู้สูงอายุ” นพ.รณศักดิ์ กล่าว
เจ็บลึก เดินลำบาก สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ข้อสะโพกเป็นข้อต่อที่ต้องรับน้ำหนักแทบตลอดเวลา เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ จะเกิดการเสียดสี ส่งผลให้เกิดอาการปวดลึกบริเวณขาหนีบ เดินได้ระยะสั้นลง ลุกนั่งลำบาก และเคลื่อนไหวได้จำกัด ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจลุกลามจนกระทบคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน
ในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ แต่เมื่อข้อเสื่อมถึงระดับรุนแรง “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม” จะเป็นทางออกที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติ
โรงพยาบาลเอส ยกระดับการรักษา ด้วยเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก
ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ชูจุดแข็งด้านการรักษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) สำหรับการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
จุดเด่นของเทคนิคดังกล่าว ได้แก่
- แผลผ่าตัดขนาดเล็ก เจ็บน้อย
- เสียเลือดน้อย ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
- ฟื้นตัวไว สามารถลุกเดินได้เร็วขึ้น
- ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล
ผสานกับทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ และการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
อุบัติเหตุยังเสี่ยงในเอเชีย แต่ “ความเสื่อม” คือโจทย์ระยะยาว
แม้อุบัติเหตุจากการหกล้มยังพบได้มากในผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน แต่แนวโน้มระยะยาวสะท้อนชัดว่า “ข้อสะโพกเสื่อม” กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เพิ่มแรงกดต่อข้อ
ขณะที่ประเทศตะวันตกมีอัตราการผ่าตัดสูงกว่าเอเชีย จากปัจจัยทั้งอายุเฉลี่ยประชากรที่สูงกว่า ภาวะน้ำหนักเกิน และการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม
“รู้ทันก่อนผ่าตัด” กลยุทธ์ลดความเสี่ยงในอนาคต
นพ.รณศักดิ์ แนะนำว่า การดูแลสุขภาพข้อสะโพกควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดอาการรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้ม และตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุน
“ผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดผ่าตัด หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะต้น แต่หากถึงระยะที่จำเป็น เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถช่วยให้การผ่าตัดเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นมาก”
ในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่ “Super-Aged Society” การเข้าใจโรคข้อสะโพกเสื่อมอย่างถูกต้อง ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงการผ่าตัด แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตระยะยาว
สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกการรักษาที่แม่นยำ ปลอดภัย และฟื้นตัวได้รวดเร็ว โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ มุ่งสู่การเป็นศูนย์เฉพาะทางที่ตอบโจทย์สุขภาพกระดูกและข้ออย่างครบวงจรในยุคปัจจุบัน
ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนามาตรฐานการรักษาและการบริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการและการยอมรับในแวดวงสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง
ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำไปสู่ความภาคภูมิใจในการได้รับรางวัล Thailand Top Company Award 2026 สาขา Most Trusted Brand Award ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการรักษา มาตรฐานการบริการระดับสูง และความเชื่อถือที่ผู้รับบริการมอบให้มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 9 ปี
โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) โทร 02-034-0808







