ข่าวคุณภาพชีวิต

ส่องสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันระหว่างขนส่งทะลุ 4 พันล้านลิตร รับแรงสั่นสะเทือนตะวันออกกลาง

แชร์ข่าว

จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้สรุปข้อมูลด้านพลังงานประจำวันที่ 16 เมษายน 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจต่อผลกระทบและแผนการรับมือของประเทศไทย โดยจากการตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

โดยราคาเบนซินในประเทศไทยอยู่ที่ 42.95 บาทต่อลิตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40.6% ขณะที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 44.40 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 48.3% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าสิงคโปร์มีราคาสูงที่สุด โดยเบนซินอยู่ที่ 87.15 บาทต่อลิตร และดีเซลสูงถึง 117.88 บาทต่อลิตร ในขณะที่บรูไนยังมีราคาต่ำที่สุดในภูมิภาคคือเบนซิน 13.39 บาทต่อลิตร และดีเซล 7.83 บาทต่อลิตร

ในด้านการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันภายในประเทศ ข้อมูลในช่วงวันที่ 1-14 เมษายน 2569 ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 34.03 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีปริมาณการจำหน่ายภายในประเทศอยู่ที่ 27.73 ล้านลิตรต่อวัน และมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา อีกราว 0.93 ล้านลิตรต่อวัน รวมความต้องการใช้และส่งออกอยู่ที่ 28.66 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีความต้องการรวมสูงถึง 36.17 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับสถานการณ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็วในเดือนเมษายน มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 81.00 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ยอดการจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 56.32 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออก 3.39 ล้านลิตรต่อวัน รวมความต้องการอยู่ที่ 59.71 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งถือว่าลดลงจากเดือนมีนาคมที่มีการใช้และส่งออกรวมสูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ 86.80 ล้านลิตรต่อวัน

ศบก. ยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 110 วัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วและอยู่ระหว่างรอการขนส่งจำนวน 3,483 ล้านลิตร (สำรองได้ 28 วัน) น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีก 4,333 ล้านลิตร (สำรองได้ 34 วัน)

นอกจากนี้ยังมีน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 2,509 ล้านลิตร (สำรองได้ 23 วัน) และน้ำมันสำรองตามกฎหมายสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นอีก 3,354 ล้านลิตร (สำรองได้ 25 วัน)

แม้เส้นทางการขนส่งน้ำมันจะมีความเสี่ยงในจุดสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) และช่องแคบเบบเอลมันเดบ (Bab-Al Mandab) แต่ประเทศไทยยังคงมีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านเส้นทางขนส่งจากอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และภูมิภาคฟาร์อีสต์/โอเชียเนีย เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ข่าวแนะนำ