ข่าวคุณภาพชีวิต

1 เดือนวิกฤตพลังงานโลก ไทยรับมืออย่างไรบ้าง

แชร์ข่าว

การแถลงข่าวในงาน MEET The Press หัวข้อ “1 เดือน วิกฤตโลก: แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดข้อมูล เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของไทย ท่ามกลางความผันผวนของโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

• ยุทธศาสตร์และการทูต

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวขออภัยต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมันในช่วง 15 วันแรกของเดือนมีนาคม เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลตัดสินใจพยุงราคาเพื่อประคับประคองประชาชน แต่เมื่อประเมินแล้วว่าสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ดำเนินมาครบ 1 เดือนมีแนวโน้มยืดเยื้อ รัฐบาลจึงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการใหม่ภายใต้กลยุทธ์ 4 ด้านหลัก คือ

การต่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการลดผลกระทบ ในมิติของการต่างประเทศและความมั่นคงระหว่างประเทศ ถือเป็นความสำเร็จเชิงรุกที่ไทยสามารถเจรจากับประเทศอิหร่านจนได้รับอนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและสินค้าจำเป็น

ขณะเดียวกันกระทรวงต่างประเทศยังได้เร่งดูแลความปลอดภัยและอพยพคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งกลับมาแล้วกว่า 1,500 คน จากทั้งหมดกว่า 1 แสนคน พร้อมกับใช้ช่องทางทางการทูตในการติดต่อหาแหล่งน้ำมันสำรองเพิ่มเติมจากประเทศอื่นๆ เช่น บราซิล ไนจีเรีย และอาเซอร์ไบจาน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

น้ำมันสำรอง 107 วัน และการปรับโครงสร้างราคา

สำหรับสถานการณ์พลังงานในประเทศ รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอรวมทั้งสิ้น 107 วัน ซึ่งประกอบด้วยน้ำมันตามกฎหมาย น้ำมันเพื่อการค้า และน้ำมันดิบ โดยมีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันดิบที่จะเข้ามาต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะเกิดภาวะตื่นตระหนกทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปถึง 82-85 ล้านลิตรต่อวัน จากภาวะปกติที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ด้วยกำลังการกลั่นในประเทศที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลจึงได้ใช้มาตรการหยุดการส่งออกน้ำมันและอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจหยุดการตรึงราคาน้ำมันและปล่อยให้ลอยตัวตามกลไกตลาดมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบไปแล้วถึง 38,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละ 1,300 ล้านบาท โดยมีการปรับลดการอุดหนุนลงจากเดิมที่เคยช่วยถึงลิตรละ 24 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 16-19 บาทต่อลิตร

ซึ่งการปรับราคาให้ใกล้เคียงกับตลาดโลกและประเทศเพื่อนบ้านนี้ นอกจากจะลดภาระงบประมาณแล้ว ยังช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มทางเลือกด้วยการส่งเสริมการใช้ E20 และ B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันปกติถึง 5 บาท รวมถึงมาตรการจูงใจให้มีการนำเข้าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรในช่วงเดือนเมษายน โดยการปรับลดสำรองตามกฎหมายจาก 7% เหลือเพียง 1% สำหรับผู้นำเข้าในช่วงวิกฤตนี้

คุมค่าครองชีพและแผนเยียวยา คนละครึ่ง พลัส

ในด้านการดูแลค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ และมีเป้าหมายขยับขึ้นเป็น 71 รายการ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสโก่งราคา รัฐบาลยังเตรียมเปิดโครงการ "ไทยช่วยไทย" ในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและค้าปลีกรายใหญ่นำสินค้ากว่า 1,000 รายการมาลดราคา 25-50% พร้อมทั้งกระจาย "ธงฟ้าเคลื่อนที่" กว่า 500 จุดทั่วประเทศในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

สำหรับปัญหาต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จหรือข้าวแกง จะมีโครงการนำร่อง 24 แห่งในการจัดส่งวัตถุดิบราคาถูกตรงสู่ร้านค้า ส่วนอุปสรรคเรื่องปุ๋ยเคมีที่ค้างอยู่ในเรือ 5 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซนั้น รัฐบาลกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนปรับสูตรปุ๋ยเพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบ

ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค รัฐบาลยืนยันว่าการใช้เงินภาษีต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า โดยจะมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นลำดับแรก และหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้ชื่อ "อนุทิน 2" เสร็จสิ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้ข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณคลี่คลายลง รัฐบาลพร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเยียวยาเพิ่มเติมทันที โดยเฉพาะโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่มีการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคไว้เรียบร้อยแล้ว

ร่วมประหยัดผ่านวิกฤต

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงทางออกอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือของประชาชน โดยระบุว่าหากทุกครัวเรือนช่วยกันลดการใช้น้ำมันเพียงวันละ 1 ลิตร จะสามารถช่วยให้ประเทศชาติประหยัดงบประมาณและลดภาระค่าใช้จ่ายรวมกันได้ถึงวันละ 600 ล้านบาท พร้อมทั้งขอยืนยันความมั่นใจว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับการเดินทางของประชาชนอย่างแน่นอน โดยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่และดูแลสถานีบริการน้ำมันบนเส้นทางหลักให้มีบริการตลอดเวลา เพื่อให้ประชาชนก้าวผ่านวิกฤตโลกในครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

ข่าวแนะนำ