ข่าวคุณภาพชีวิต

วัณโรคคร่าชีวิต 1.38 ล้านคน/ปี ไทยผนึก WHO ตั้งเป้าหยุดเชื้อภายใน 2578

แชร์ข่าว

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในฐานะประธานแถลงข่าวเนื่องในวันวัณโรคสากล ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 24 มีนาคมของทุกปี ว่า แม้วัณโรคจะยังไม่หมดไปแต่เป็นโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้ โดยประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดอุบัติการณ์วัณโรค (TB Incidence) ผ่านความสำเร็จ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและป้องกันการขาดยา จนทำให้อัตราการรักษาสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายผ่านเครือข่ายระดับเขตและจังหวัด

อย่างไรก็ตาม วัณโรคยังคงสัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สังคมผู้สูงอายุ ความยากจน และกลุ่มเปราะบาง กระทรวงสาธารณสุขจึงตั้งเป้าหมายบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ในปี 2573 และยุติวัณโรคในปี 2578 โดยมุ่งเน้น 4 ทิศทาง คือ การเร่งรัดค้นหาด้วยเทคโนโลยี AI และเทคนิคอณูชีววิทยา ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยสูตรยาระยะสั้นที่ปลอดภัย บูรณาการงานวัณโรคเข้ากับระบบคุ้มครองทางสังคม และสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรมเพื่อลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตให้ได้มากที่สุดภายใต้แนวคิด “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย ไม่ตีตรา” เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างมั่นใจและมีศักดิ์ศรีในสังคม

ด้านนายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบันวัณโรคยังเป็นปัญหาระดับโลกที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 3,400 คนต่อวัน หรือประมาณ 1.38 ล้านคนต่อปี และมีผู้ป่วยใหม่เกือบ 30,000 คนต่อวัน หรือ 10.7 ล้านคนต่อปี สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยปี 2568 คาดว่ามีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ 104,000 รายต่อปี และเสียชีวิตประมาณ 11,300 รายต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าเป็นภาระสำคัญด้านสุขภาพ

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้จึงเน้นการรณรงค์ “ยุติวัณโรค เราทำได้” (Yes! We can end TB) ผ่าน 4 สารสำคัญ คือ “รู้เร็ว” เพื่อลดความรุนแรงและการแพร่เชื้อ “รักษาหาย” โดยกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง “ไม่แพร่กระจาย” ด้วยการใส่หน้ากากอนามัยและพาคนใกล้ชิดมาตรวจ และ “ไม่ตีตรา” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกล้าเข้ารับการตรวจและไม่ปกปิดอาการ

โดยขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่รังเกียจผู้ป่วย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายเมืองไทยปลอดวัณโรคอย่างแท้จริง

ขณะที่ Dr. Richard Brown ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมประเทศไทยในฐานะผู้นำที่มีความเข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาวัณโรค โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลที่รวดเร็วมาใช้ รวมถึงความสำเร็จในการเพิ่มความครอบคลุมการรักษาวัณโรคดื้อยาและการบูรณาการบริการเข้ากับระบบสาธารณสุขมูลฐาน

แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและประชากรในเขตเมือง ซึ่งองค์การอนามัยโลกพร้อมสนับสนุนประเทศไทยใน 3 ระดับ ทั้งการให้คำแนะนำเชิงนโยบายระดับโลก การแบ่งปันความรู้ในระดับภูมิภาค และการสนับสนุนทางเทคนิคระดับประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะวัณโรคไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพ แต่ยังเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่

แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ อุปนายกสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุถึงบทบาทของสมาคมฯ ที่ดำเนินงานมากว่า 90 ปี ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยสมาคมฯ ทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการ วารสารทรวงอก และช่วยปิดช่องว่างในการดำเนินงานของภาครัฐเพื่อมุ่งสู่การยุติปัญหาวัณโรคที่ปัจจุบันยังคงเป็นโรคติดเชื้ออันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คน

ทั้งนี้ขอเน้นย้ำประชาชนว่าหากมีอาการสงสัย เช่น ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ สามารถเข้ารับการตรวจเอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะได้ฟรีที่สถานพยาบาลทุกแห่ง ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสำนักงานประกันสังคม เพราะหากค้นพบเร็วจะสามารถรักษาให้หายขาดได้และลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับวันที่ 24 มีนาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันวัณโรคสากลเพื่อรำลึกถึงการค้นพบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคโดย ดร. โรเบิร์ต คอค (Dr. Robert Koch) เมื่อปี พ.ศ. 2425 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการควบคุมและรักษา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อย้ำเตือนให้คนทั่วโลกตระหนักว่าวัณโรคยังคงเป็นโรคติดเชื้ออันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก พร้อมรณรงค์ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการยุติวัณโรคให้สำเร็จตามยุทธศาสตร์สากลและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน