เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจมีผลต่อสินค้าอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันเริ่มมีปัญหาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มขาดแคลน เป็นอีกแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป โดยปัจจุบันพบว่าสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา แต่ลดปริมาณลงอย่างชัดเจน
สภาผู้บริโภคลงพื้นที่ตรวจสอบ แนะผู้บริโภคเตรียมทำ 5 แผนสำรองรับมือความไม่แน่นอน เตรียมชงหนังสือถึงภาครัฐบาล ทำแผนส่งเสริมผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้สินค้าในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้น หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-10% ในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิม แต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท
ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้น ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป
แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทน ลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคมีข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย
2. มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือน และรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วย หรือความไม่มั่นคงด้านรายได้
3. สำรองสินค้าอุปโภค-บริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่ง ทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด
5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชน สามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นมาหลอกหลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้น ผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน








