สัปดาห์ที่ผ่านมา “โรคอีสุกอีใส” (Chickenpox) กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งหลังพบการระบาดในวัยเรียน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงโรคผื่นตุ่มใสที่หายได้เอง แต่สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปอาจยังไม่รู้คือ เชื้อชนิดเดียวกันนี้สามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างกายและรอวัน กลับมาเล่นงานในรูปแบบที่ทรมานกว่าเดิม นั่นคือ โรคงูสวัด (Herpes Zoster)
- เชื้อร้ายที่ไม่เคยจากไป
เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสมีชื่อว่า Varicella-zoster virus (VZV) หลังจากร่างกายหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อจะไม่ได้หายไปไหน แต่จะหลบซ่อนตัวอยู่ตาม "ปมประสาท" โดยไม่แสดงอาการใดๆเป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง มีความเครียดสะสม หรืออายุที่มากขึ้น เชื้อที่เคยสงบนิ่งจะ “อุบัติซ้ำ” ออกมาตามแนวเส้นประสาททันที
- อาการที่น่ากลัวกว่าแค่ผื่น
อาการของงูสวัดมักไม่ได้เริ่มจากผื่น แต่จะนำมาด้วยอาการ "ปวดแสบปวดร้อน" หรือรู้สึกเหมือนมีไฟช็อต/เข็มทิ่มตามผิวหนังเฉพาะส่วน (มักเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย) ก่อนที่ 2–3 วันต่อมาจะปรากฏผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท เช่น บริเวณลำตัว เอว หรือใบหน้า
- ภาวะแทรกซ้อน วัย 45+ ต้องระวัง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 45–50 ปีขึ้นไป คือ อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia หรือ PHN) ซึ่งเป็นอาการปวดเรื้อรังที่คงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือเป็นปีแม้ผื่นจะหายสนิทแล้ว บางรายเจ็บปวดรุนแรงเพียงแค่มีลมพัดผ่านหรือเสื้อผ้าสัมผัสผิว ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพการนอนอย่างมาก
- คำแนะนำ
หาหมอให้ไว: หากมีอาการปวดแสบปวดร้อนและมีตุ่มน้ำขึ้น ควรรีบพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก เพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรัง (PHN) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การป้องกัน: นอกจากการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงแล้ว ปัจจุบันมี "วัคซีนป้องกันงูสวัด" ที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรคและลดความเจ็บปวด
“อีสุกอีใส" ในวัยเด็ก ไม่ได้จบลงแค่ตอนนั้น แต่มันอาจเป็นระเบิดเวลาที่รอวันกลับมาในรูปแบบที่เจ็บปวดกว่าเดิม การรู้เท่าทันและป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
* ภาพประกอบโดย AI








