วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TU) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในพิธีกิจกรรม “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ” ประกาศความก้าวหน้าของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระทำในบุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยยืนยันเจตนารมณ์ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ปล่อยการละเมิดสิทธิ์ร้อยแรงเกิดขึ้นโดยปราศจากความรับผิด
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยว่า ระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมาย มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การป้องกันเชิงระบบ อาทิ กำหนดให้มีการบันทึก และเสียงระหว่างการควบคุม การแจ้งข้อมูลการควบคุมอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ญาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูล ลดความเสี่ยงการละเมิดสิทธิ์ และปิดช่องว่างของการควบคุมตัวในพื้นที่ผิด
2. การตรวจสอบ และสร้างความรับผิด ได้แก่ บัญญัติฐานความผิดเฉพาะกรณีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยไม่สามารถอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุยกเว้นความผิด พร้อมทั้งวางกลไกสอบสวนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างจริงจัง รวดเร็ว และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
3. กาวช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย ปีนี้เป็นไฮไลท์สำคัญ เนื่องจากได้มีการบังคับใช้ระบบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 ซึ่งได้จัดตั้งกลไกเยียวยาที่มีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และการกำหนดสิทธิ์ที่ชัดเจน ซึ่งการเยียวยาดังกล่าว ไม่ใช้เพียงการชดเชยทางการเงินเท่านั้น แต่คือการยอมรับความจริงควบคู่กันไปด้วย โดยตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.2568 – 22 ก.พ. 2569 มีผลการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งสิ้น จำนวน 33 กรณี แบ่งเป็น ฐานกระทำความผิด 9 ราย ,ฐานกระทำการที่โหดร้าย 20 ราย ,ฐานทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท พร้อมทั้งการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช้ตัวเงิน อาทิ การประสานเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดข้อโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้วยจิตใจแก่ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหาย และการประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อกำชับการปฏิบัติงาน
“ยุติธรรมต้องมา คือ หลักการสำคัญ และเยียวยาต้องมี คือ หัวใจในการขับเคลื่อนในปีนี้ กระทรวงยุติธรรมจึงขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยุติการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมยืนยันเคียงข้างประชาชน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักประกันที่มั่นคงของสังคมไทยอย่างแท้จริง”
นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ฐานะโฆษกกรมฯ กล่าวว่า 3 ปี ที่ผ่านมา หลังจากที่มีกฎหมายบังคับใช้ เรื่องการสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯให้ความสำคัญ ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯในฐานะฝ่ายเลขานุการฯพยายามที่จะทำให้คนที่ทำหน้าที่ปฏิบัติงาน ได้ปฏิบัติตามแนวที่กฎหมายวางไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้อง เรียนว่า หลายๆ เรื่องที่อาจจะยังเป็นปัญหาอยู่ เช่น เรื่องการตีความตามกฎหมายว่า การกระทำผิดลักษณะนี้เข้าข่ายพ.ร.บ.ทรมานฯหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เชิงลึกกับ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้สิ่งเราพยายามทำ คือ มิติของการเยียวยา เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ เรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย ยึดหลักของสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ ฉะนั้นการเยียวยาตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่จำเป็นต้องรอผลของคดีว่าจะ สิ้นสุด หรือไม่อย่างไร หรือจะถูกสั่งฟ้องหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ดูที่พฤติการณ์เป็นสำคัญ ต้องแยกให้ออกระหว่าง เรื่องของผลคดี เรื่องของการเยียวยา และในอนาคตจากนี้ สิ่งแรกที่เราต้องทำในมุมของการป้องกัน คือ เราจะสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในมิติต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งที่ หลายคน อาจคิดไม่ถึง เช่น ทางกลุ่มคุณครู, เจ้าหน้าที่สรรพสามิต และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นต้น
ส่วนสาเหตุที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นกัน เพื่อเป็นการเชิงป้องกันที่จะต้องทำความเข้าใจ เรื่องของการบังคับใช้ โดยเฉพาะการตีความตามกฎหมาย เพราะคือจุดเริ่มต้นสำคัญ ถ้าหากการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่เข้าช่องทางตามพ. ร. บ.ทรมานฯ ก็จะไปตามช่องทางกฎหมายอาญาปกติ ซึ่งกระบวนการบังคับใช้ มันจะไม่ เกิดขึ้น
นายธีรยุทธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามกฎหมายป้องกัน และปราบปราม การทรมาน และการกระทำให้ บุคคลสูญหาย ให้สิทธิผู้ที่รับทราบ หรือรู้เห็นการกระทำทรมาน การกระทำโหดร้าย หรือการทำให้สูญหาย ซึ่ง สามารถแจ้งความ ร้องทุกข์ โดยแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่หน่วยงาน เช่น ตำรวจ ,อัยการ ,ดีเอสไอ และอนุกรรมการฯ หรือ กรรมการฯ กรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลที่ ให้มาโดยมีเจตนาสุจริต ไม่ต้องวิตกกังวล กฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่อยากให้นิ่งนอนใจ พบเห็นเหตุการณ์แล้วปล่อยเฉย ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันเฝ้าดู และเจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักบทบาทหน้าที่ ที่ตนเองทำในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจ อะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ไม่ควรปฏิบัติ








