สสส.-เครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับมูลนิธิวิถีสุข ภายใต้แคมเปญชุมชนเปี่ยมสุข ผนึกรพ.สต.บ้านดอนสว่าง ร่วมขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบ เปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเป็นพลังพัฒนา บูรณาการลดปัจจัยเสี่ยง เสริมอาชีพ สู่ความมั่นคงให้ชุมชน
ท่ามกลางปัญหาการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจครัวเรือนของคนในชนบท ชุมชนบ้านดอนสว่าง ตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ได้ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่าน “เคมเปญชุมชนเปี่ยมสุข” โดยความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนสว่าง มุ่งชวนคนในชุมชนลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาไปสู่ชุมชนต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างยั่งยืน
น.ส.พิมพ์มณี เมฆพายัพ ผู้จัดการโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ภายใต้ มูลนิธิวิถีสุข กล่าวว่า โครงการถูกออกแบบเพื่อพัฒนาโมเดลการทำงานชุมชนที่บูรณาการการลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ เข้ากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การสร้างงาน สร้างรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และขยายผลสู่มิติสุขภาวะอื่น ๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่เปี่ยมสุขของประชาชน
ทั้งนี้ โครงการมุ่งทำงานเชิงลึกในระดับบุคคลและครอบครัว ผ่านแผนคุณภาพชีวิตเปี่ยมสุข 8 มิติ (สุขกาย, สุขใจ, สุขการงาน, สุขการเงิน, สุขในความสัมพันธ์, สุขสังคม, สุขปัญญา, สุขจิตวิญญาณ) ควบคู่กับการพัฒนาแกนนำชมรมคนหัวใจเพชร ให้สามารถชวน ช่วย ชม เชียร์ และติดตามกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือด้านสาธารณสุขให้เหมาะกับบริบทชุมชน เพื่อลดภาระระบบบริการสุขภาพ และเสริมพลังให้ชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง ตั้งเป้าหมาย 100 ครอบครัว ใน 30 ชุมชน
น.ส.พิมพ์มณี กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังออกพรรษา โครงการจะขยายการทำงานสู่การพัฒนาอาชีพและรายได้ ผ่านการยกระดับพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดนวัตกรรมด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการจัดการสภาพแวดล้อม เพื่อให้ชุมชนสามารถต่อยอดเป็นพื้นที่ดูงานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดปัจจัยเสี่ยงจากเหล้าและบุหรี่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกระดับ
ด้าน นายกิตติศักดิ์ เอกฉันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนสว่าง เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนโครงการมีจุดตั้งต้นจากการสำรวจสถานการณ์สุขภาพประชาชนในพื้นที่กว่า 400 คน โดยได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผลการสำรวจพบว่าประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณร้อยละ 15 ยังมีพฤติกรรมดื่มสุรา และในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 8 สะท้อนการดื่มในระดับที่น่ากังวล ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มการเจ็บป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเพศชายวัยทำงานและผู้สูงอายุ
นายกิตติศักดิ์ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนภาระด้านสุขภาพของชุมชนอย่างชัดเจน หากไม่เร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน คุณภาพชีวิตของครอบครัว และเศรษฐกิจของพื้นที่ในระยะยาว รพ.สต.บ้านดอนสว่างจึงร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าและภาคีต่าง ๆ ออกแบบการทำงานเชิงรุก เริ่มจากพื้นที่นำร่องขนาดเล็ก ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน อสม. ภาคท้องถิ่น และประชาชน โดยไม่ใช้การบังคับ แต่เน้นการสร้างความเข้าใจ การติดตามดูแล และการหนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เสียงจากชุมชนอย่าง นางบุญยืน เจริญสุข (ป้ายืน) แกนนำชุมชนบ้านดอนสว่าง หมู่ 8 เล่าว่า ในอดีตแทบทุกเย็นหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยวงเหล้าหรือซุ้มเหล้าตามร้านค้าและจุดนัดพบ นักดื่มประจำจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตวนอยู่กับการดื่มจนกระทบทั้งสุขภาพ รายได้ และครอบครัว การเริ่มต้นโครงการชุมชนเปี่ยมสุขจึงเต็มไปด้วยความกังวล เพราะวัฒนธรรมการดื่มฝังรากลึก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการทำงานที่ไม่ตำหนิ ไม่บังคับ หากใช้การ “ชวนให้ลอง” เปิดพื้นที่ให้คนที่ยังดื่มและคนที่เลิกได้แล้วมาเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่กดดัน
“เราไม่ได้บอกให้เลิกทันที แค่ชวนมานั่งคุย ลองลดก่อน พอเขาเห็นผลกับตัวเอง สุขภาพดีขึ้น เงินเหลือมากขึ้น เขาก็อยากเปลี่ยนเอง” ป้ายืนกล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อมีทีมจาก รพ.สต. และเครือข่ายงดเหล้าเข้ามาติดตามหนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศในชุมชนก็เปลี่ยนไป วงเหล้าที่เคยตั้งเป็นประจำค่อย ๆ หายไป คนในหมู่บ้านหันมาดูแลสุขภาพและเก็บออมเงินเพื่อครอบครัวมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านชีวิตของคนในชุมชนอย่าง นายจักรกรด ธิบดี (นายเดี่ยว) ที่เล่าว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการเคยดื่มสุราตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะเหล้าขาววันละราวขวดครึ่ง แต่เมื่อโครงการเข้ามา ทำให้เกิดความตั้งใจอยากเลิกเหล้าอย่างจริงจัง แม้จะถูกเพื่อนล้อหรือชักชวนก็ใช้วิธีหลีกเลี่ยง ปัจจุบันนอนหลับได้ดีขึ้น ตื่นเช้าสดชื่น ไม่แฮ้งค์ และมีกำลังใจมากขึ้นจากการดูแลของทีมงานและครอบครัว
ขณะเดียวกัน นายสุข คุ้มชั่ว (ลุงน้อย) อดีตนักดื่มบ้านดอนสว่าง เล่าว่า จากเดิมที่หน้าบ้านเป็นจุดนัดดื่มของเพื่อนบ้านเกือบทุกวัน ปัจจุบันเปลี่ยนมาเพียงออกมานั่งพูดคุย หากมีดื่มก็เล็กน้อยเฉพาะช่วงเทศกาล พร้อมหันมาดูแลสุขภาพด้วยการดื่มน้ำขิงผสมขมิ้นในตอนเช้ากับภรรยา ทำให้รู้สึกแข็งแรงขึ้น ไม่เพลีย ไม่แฮ้งค์ และสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด
บทเรียนจากบ้านดอนสว่างสะท้อนว่า การลด ละ เลิกเหล้าและบุหรี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล แต่คือการจัดการปัจจัยเสี่ยงเชิงระบบ โดยใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นฐาน ขับเคลื่อนผ่านพลังชุมชน และการหนุนเสริมอย่างต่อเนื่องจากภาคีเครือข่าย เมื่อการดูแลสุขภาพเชื่อมโยงกับการสร้างอาชีพ การเก็บออม และความมั่นคงของครอบครัว การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นจริงและยั่งยืน “ชุมชนเปี่ยมสุข” จึงไม่ใช่เพียงโครงการรณรงค์ระยะสั้น หากเป็นโมเดลพื้นที่ต้นแบบในการยกระดับสุขภาวะ ลดภาระโรค และเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพื่อคุณภาพชีวิตที่มั่นคงในระยะยาว








