รายงานพิเศษ
สถานการณ์โรคมะเร็งปอดในปัจจุบันกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเชื่อเดิมที่ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่สูบบุหรี่หนักเท่านั้นเริ่มเปลี่ยนไป
แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า แม้บุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าจะยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดมะเร็งปอด แต่ในระยะหลังพบผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นมาจากมลพิษทางอากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากการสูบบุหรี่ประกอบด้วย การทำงานในอดีตที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน (Asbestos) การได้รับก๊าซเรดอนจากส่วนประกอบของสีทาบ้านในสมัยก่อน รวมถึงควันธูป และที่สำคัญที่สุดคือมลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กลายเป็นวิกฤตสุขภาพในปัจจุบัน
เกี่ยวกับอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น แพทย์หญิงณัษฐาได้ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงผลกระทบในระดับเซลล์ว่า "PM 2.5 คือมลภาวะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กเพียง 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมและเส้นเลือด ทำให้สามารถแทรกซึมไปได้ทั่วร่างกาย ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเส้นเลือดและหัวใจ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และนานาชาติมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า PM 2.5 จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ 1-1.4 เท่า และเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็งได้ประมาณ 1-1.1 เท่าในผู้ที่ได้รับฝุ่นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน"
สำหรับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยนั้น WHO กำหนดค่าเฉลี่ยไว้ที่ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในระยะสั้นไม่ควรเกิน 15 ไมโครกรัม ขณะที่ประเทศไทยตั้งเกณฑ์พื้นที่สีเขียวไว้ที่ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
สำหรับสัญญาณเตือนที่ประชาชนควรสังเกตคือ อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ การไอเป็นเลือด หรือมีการติดเชื้อในปอดและปอดอักเสบบ่อยครั้ง
นอกจากนี้หากโรคลุกลามอาจมีอาการตามอวัยวะที่มะเร็งแพร่กระจายไป เช่น อาการปวดกระดูก รวมถึงอาการทั่วไปอย่างการเบื่ออาหารและน้ำหนักลด ซึ่งหากพบความผิดปกติเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที
อย่างไรก็ตาม การตรวจวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นยังคงมีความท้าทายสูง โดยแพทย์หญิงณัษฐากล่าวถึงข้อจำกัดนี้ว่า "ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในระดับประชากรสำหรับการตรวจพบมะเร็งปอดระยะเริ่มต้น เนื่องจากการเอกซเรย์ปอดปกติเป็นภาพ 2 มิติที่ความคมชัดไม่เพียงพอ หากต้องการความละเอียดต้องใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปริมาณรังสีต่ำหรือ Low-dose CT Scan แต่ข้อมูลระบุว่าการคัดกรองนี้จะได้ประโยชน์และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัดติดต่อกันนานเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแล้วจะได้ประโยชน์ในการวินิจฉัยเพิ่มขึ้น"
ในมิติของกลุ่มเสี่ยง นอกจากผู้สูบบุหรี่โดยตรงแล้ว "บุหรี่มือสอง" และ "บุหรี่มือสาม" เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบุหรี่มือสองที่ผู้รับควันอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้สูบเองด้วยซ้ำ ขณะที่บุหรี่มือสามซึ่งเป็นสารพิษตกค้างตามเสื้อผ้าและร่างกาย สามารถนำพาอันตรายไปสู่เด็กเล็กที่มีความทนทานต่อสารพิษต่ำได้
สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบันยังคงใช้ 3 วิธีหลัก คือการผ่าตัด การฉายรังสี และการรักษาด้วยยา ซึ่งประกอบด้วยเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด โดยโอกาสการรักษาให้หายขาดจะสูงมากหากตรวจพบในระยะต้น แต่หากเข้าสู่ระยะลุกลามเป้าหมายจะเป็นการรักษาเพื่อควบคุมและชะลอโรคให้เหลือการปลดปล่อยผลกระทบน้อยที่สุด
ทางออกและการป้องกันที่ดีที่สุดคือการเลิกสูบบุหรี่และร่วมกันลดมลภาวะในอากาศ ประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่น พร้อมทั้งดูแลสุขภาพพื้นฐานด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ทำจิตใจให้แจ่มใส และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคต่าง ๆ







