ประเด็นร้อนเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อความจากกลุ่มแชทที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาของบอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง ซึ่งมีการระบุข้อมูลว่ากองทุนประกันสังคมมีกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีผลกำไรกว่า 70,000 ล้านบาท และในปี 2568 ที่ผ่านมา กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 ล้านบาท พร้อมกับมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารงาน ซึ่งต่อมา นายพีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านพื้นที่ส่วนตัวว่า แม้ตัวเลขกำไรจะดูสูงถึง 80,000 ล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าพอร์ตการลงทุนทั้งหมดที่มีมากกว่า 2.8 ล้านล้านบาท จะพบว่าคิดเป็นผลตอบแทนเพียงร้อยละ 2 กว่าๆ หรือยังไม่ถึงร้อยละ 3 ซึ่งในมุมมองของการลงทุนทั่วไปถือว่าระดับผลตอบแทนนี้อาจยังไม่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ขณะเดียวกัน นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยระบุว่าตนเองเป็นหนึ่งในอนุกรรมการบอร์ดประกันสังคม ที่ผ่านมาคัดค้านแนวคิดการนำเงินสมทบของผู้ประกันตนไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดทำเสื้อ หมวก เพื่อแจกจ่าย โดยได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้เงินกองทุนเพื่อกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด
นอกจากประเด็นเรื่องการบริหารเงินทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความกังวลให้กับสังคมคือการเปิดรับฟังความคิดเห็นของสำนักงานประกันสังคมเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งจากเดิมผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้แทนฝ่ายลูกจ้างได้แบบยกทีม 7 คน แต่กติกาใหม่กำหนดให้เลือกได้เพียง 1 คนเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลดบทบาทและสิทธิ์ของผู้ประกันตน หรือเป็นการล็อกตัวบุคคลหรือไม่ ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงว่าเป็นการปรับรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามหลักการ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงานนี้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569
อย่างไรก็ตาม นางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อการเปลี่ยนกติกาดังกล่าว โดยเสนอให้กลับไปใช้รูปแบบเดิมเหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เนื่องจากกติกาใหม่นี้อาจส่งผลให้เสียงของตัวแทนฝ่ายลูกจ้างอ่อนแอลง และจะทำให้การตรวจสอบการบริหารกองทุนทำได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต








